Other-Mythology

ตำนานบาบิลอน

posted on 28 Apr 2007 15:15 by cutieparade  in Other-Mythology

ในเอ็นนุมา เอลิช เทพอุบัติเกิดขึ้นจากสภาวะอันหนึ่งซึ่งแยกดินแยกน้ำไม่ออก สภาวะนี้ดำรงมาอยู่ชั่วกาลนานก่อนหน้านี้และมันมีส่วนคล้ายคลึงกับความเป็นเทพค่อนข้างมาก (แต่ไม่ใช่เทพ) อาร์มสตรองบอกว่าไม่มีอะไรในโลกโบราณที่เกิดขึ้นจากความว่างเปล่า เพราะพวกเขาไม่รู้จักแนวคิดอันนี้ ทุกอย่างต้องมีที่ก่อกำเนิด ดังนั้นเทพผู้สร้างจึงต้องก่อกำเนิดจากสภาวะอึมครึมที่อยู่มาแสนนานดังกล่าวนี้

เทพที่อุบัติขึ้นมีสามองค์คือ อัปซู (น้ำจากแม่น้ำ) พระมเหสีของพระองค์ ทิอามัต (ทะเลเค็ม) และมัมมู ซึ่งก็คือภาวะอันสับสนยุ่งเหยิงแยกดินแยกน้ำไม่ได้นี้ เทพทั้งสามนี้ยังไม่มีรูปที่ชัดเจนนัก และควาามยุ่งเหยิงสับสนนี้ยังดำเนินต่อไป แต่ไม่นานนักเทพอื่น ๆก็อุบัติขึ้นจากเทพหลักทั้งสาม คู่แรกคือ ลาห์มูและลาฮามน์ น้ำและดินยังรวมกับเป็นหนึ่ง คู่ต่อมาคือ อันเวอร์และคิชาร์ หมายถึงขอบแห่งฟ้าและทะเล คู่ที่สามคือ อานู (สวรรค์) และอีอา (โลก) อย่างไรก็ตามภาวะความยุ่งเหยิงสับสนนั้นก็ยังไม่หมดไป เทพรุ่นใหม่ต่อสู้กับเทพรุ่นเก่าเพื่อหยุดภาวะนั้นและสร้างโลก


ทิอามัต

อีอานั้นสามารถเอาชนะอัปซูและมัมมูได้ แต่ทิอามัตยังคงแข็งแกร่ง พระนางสร้างอสูรกายมารบแทนได้เสมอ แต่ไม่นานอีอาก็แบ่งตัวเป็นเทพอีกองค์คือ มาร์ดุ๊ก เทพอาทิตย์ ในการประชุมเพื่อกำจัดทิอามัต มาร์ดุ๊กบอกว่าจะรบกับพระนางแต่ว่าตนจะต้องได้เป็นใหญ่ ทุกคนตกลง เทพอาทิตย์รบกับทิอามัตเนิ่นนานและเหนื่อยยากยิ่ง แต่ในที่สุดก็ได้ชัยชนะ มาร์ดุ๊กแบ่งร่างของทิอามัตเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งคือโค้งฟ้า อีกส่วนหนึ่งคือโลกและมนุษย์ จากนั้นมาร์ดุ๊กก็สถาปนาบาบิลอนขึ้นเป็นศูนย์กลางของโลกและสร้างหอคอยเพื่อบูชาพระองค์ที่นั่น พิธีกรรมจักต้องดำเนินไป มนุษย์จักต้องเชื่อฟังกฏเกณฑ์แห่งพระองค์ มาร์ดุ๊กได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาโดยเอาเลือดของเทพนั้นผสมกับธุลีดิน สารที่ส่งออกมาก็คือ มนุษย์นั้นมีส่วนประกอบของเทพแม้ว่าจะมีในคุณภาพต่ำ แต่เราคือสายเลือดอันเดียวกัน

Free Image Hosting at www.ImageShack.us
มาร์ดุกต่อสู้กับทิอามัต

ตำนานเรื่องนี้ถูกส่งผ่านไปยังดินแดนคานาอัน การรบระหว่างมาร์ดุ๊กกับทิอามัตนั้นกลายเป็นการรบระหว่างบาอัล-ฮาบัด เทพแห่งลมพายุและความอุดมสมบูรณ์(บางตำราว่า บาอัล เป็นสุริยเทพ ของฟิลินิเชียน) กับ แยม-นาฮาร์ เทพแห่งทะเลและแม่น้ำ ตำนานนี้น่าจะมีอายุประมาณ 1,400 ก่อนคริสตกาล แนวความคิดอันนี้ก็ได้ส่งผ่านไปทั่วดินแดนในบริเวณใกล้เคียงไม่ว่าจะเป็นคะนาอันหรือกรีก ที่คะนาอัน แนวคิดเรื่องมหาสงครามระหว่างสองเทพได้ส่งผลต่อความคิดอย่างลึกซึ้ง บาอัล-ฮาบัดและแยม-นาฮาร์ก็รบกันด้วยลักษณะการคล้ายคลึงกัน ทั้งสองต่างเป็นลูกของเอล เทพสูงสุดของพวกคะนาอัน บาอัลและแยมรบกันในที่สุดบาอัลก็เป็นฝ่ายชนะ เพราะมนุษย์อยากให้เป็นเช่นนั้น บาอัลเป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์และพายุฝนที่นำมาความอุดมสมบูรณ์มาสู่ ในขณะที่แยมคือเทพแห่งทะเลร้ายและแม่น้ำยามคลุ้มคลั่งที่กลืนกินทุกสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นในพริบตายามที่แยมพิโรธ ในอีกตำนานหนึ่งนั้นว่าบาอัลรบชนะมังกรเจ็ดหัว อันเป็นสัญญลักษณ์ของความไร้ระเบียบ การที่บาอัลรบชนะก็หมายถึงการที่พระองค์รักษาโลกเอาไว้มิให้ถอยหลังเข้าสู่สภาวะดังกล่าวอีกครั้ง หรือ เราอาจเรียกในปัจจุบันนี้ได้ว่าเป็น การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ในโลกโบราณนั้นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆขึ้นมาของมนุษย์มักจะถูกมองว่าเป็นฝีมือของเทพเสมอที่สร้างแรงดลใจขึ้น ดังนั้นแม้ในปัจจุบัน เราก็ยังคงคำว่าแรงดลใจ inspiration เอาไว้ นับเนื่องจากความหมายทางศาสนานี้เอง

Free Image Hosting at www.ImageShack.us
วิหารบูชาของมาร์ดุก

หลังจากได้รับชัยชนะไม่เท่าไร บาอัลก็สิ้นพระชนม์ทิ้งโลกไว้ในการปกครองของม็อท เทพแห่งความตายและ sterility แปลว่าอะไรไม่แน่ใจ ความเฉื่อยเนือยหรือเปล่า ผู้ที่มาทำให้บาอัลฟื้นคืนชีพอีกครั้งก็คืออานัต ผู้เป็นทั้งน้องสาวและคู่รัก อานัตพบร่างบาอัลและจัดงานศพให้ทางพิธีทางศาสนา และพระนางก็รบกับม็อต เมื่อชนะก็สับม้อตเป็นชิ้นเล็ก เผาและโปรยลงทั่วแผ่นดิน ตำนานที่คล้ายคลึงกันนี้มีอยู่ในแทบทุกศาสนาในโลกเก่าในแถบเอเชียกลาง ไอซิส อิชตาร์หรืออินนานาล้วนแล้วมีประสบการณ์เช่นนี้ทั้งสิ้น ในที่สุดอานัตก็ทำให้บาอัลฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง และสองพระองค์ก็ปกครองโลกร่วมกัน

แนวคิดนี้บ่งบอกถึงเชื่อถือที่ว่าโลกนั้นต้องดำรงอยู่ด้วยสิ่งที่ตรงกันข้ามกัน คือชายกับหญิง การร่วมเพศ การก่อกำเนิดบุตรได้ถูกยกย่องให้เป็นพฤติกรรมในครรลองของพระเจ้า ดังนั้นมีเทพหลายองค์ที่ได้รับเครื่องบัดพลีเป็นการร่วมเพศระหว่างชายหญิงในโลกแห่งศาสนาโบราณนี้เองกระมังที่เป็นบ่อเกิดของหญิงงามเมือง เพราะในโลกโบราณที่รังสรรค์เทพขึ้นมานั้น เป็นโลกที่ชายเป็นใหญ่ ชายผู้มีหญิงเป็นทรัพย์สมบัติ ย่อมไม่ค่อยอยากให้ใครมาหยิบยืมหญิงของตนไปร่วมมือถวายสักการต่อเทพ หรือมีอำนาจสั่งว่าหญิงใดควรค่าเป็นแก่การสิ่งสาธารณะ หญิงใดควรอยู่แต่เพียงในบ้านเป็นแรงงาน ดังนั้นจึงมีผู้หญิงพิเศษจำพวกหนึ่งขึ้นเพื่อทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ และก็สืบทอดต่อ ๆกันมาโดยส่วนที่เกี่ยวกับเทพถูกละทิ้งไป

เทพพิทักษ์ 4 ทิศ

posted on 29 Apr 2007 17:13 by cutieparade  in Other-Mythology

นับแต่โบราณกาล ชาวจีนได้มอบน่านฟ้าทั้งสี่ทิศไว้ภายใต้การคุ้มครองของสัตว์เทพทั้งสี่ อันได้แก่ มังกรเขียว เสือขาว หงส์แดง และเต่าดำ ดังคำกล่าวที่ว่า "ซ้ายมังกรเขียว ขวาเสือขาวครอง หงส์แดงนำหน้า เต่าดำสถิตยังเบื้องหลัง" พัฒนาการของแนวคิดความเชื่อดังกล่าวมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับศาสตร์พยากรณ์และคติความเชื่อในลัทธิเต๋าของชาวจีนที่สืบทอดมานานนับพันปี

ชาวจีนโบราณแบ่งท้องฟ้าออกเป็น 4 ส่วน คือ ตะวันออก ตก เหนือและใต้ จากการสังเกตหมู่ดาวบนท้องฟ้า จับกลุ่มทิศทางการเรียงตัวของหมู่ดาวเทียบเข้ากับลักษณะของคน สัตว์หรือรูปลักษณ์ในตำนานตามความเชื่อของตน โดยให้ทิศตะวันออกแทนกลุ่มดาวมังกรเขียว (จากตำนานการปรากฏขึ้นของจักรพรรดิเหลืองทางทิศตะวันออก) ตะวันตกแทนกลุ่มดาวเสือขาว ทิศใต้แทนกลุ่มดาวหงส์แดง และทิศเหนือแทนกลุ่มดาวเต่าดำ แต่ละทิศครองดาว 7 ดวง (รวม 28 ดวง)

ภายในสุสานยุคจั้นกั๋ว(ราว 433 ปีก่อนคริสตศักราช) แห่งหนึ่งในมณฑลหูเป่ย ได้มีการขุดพบภาพวาดของหมู่ดาว 28 ดวงกับมังกรเขียวและเสือขาวบนฝาของภาชนะเคลือบใบหนึ่ง ซึ่งบอกเราว่าการกำหนดเรียกหมู่ดาวบนท้องฟ้าได้เกิดขึ้นก่อนหน้าเวลานี้อีกนานนัก
สัตว์เทพทั้งสี่ต่างยึดครองน่านฟ้าทั้งสี่ทิศ กลายเป็นตัวแทนของทิศทั้งสี่ จนกระทั่งการศึกษาว่าด้วยศาสตร์แห่งธาตุทั้งห้า และภูมิพยากรณ์ (ฮวงจุ้ย อินหยาง เป็นต้น) เป็นที่แพร่หลาย สัตว์เทพทั้งสี่และดวงดาวทั้ง 28 เป็นที่รู้จักในฐานะของ "เทพเจ้าผู้พิทักษ์" ตำหนักและสิ่งปลูกสร้างในวังหลวง ได้รับการประดับตกแต่งเป็นลวดลายของสัตว์เทพทั้งสี่ ส่วนประตูทางทิศเหนือของวังหลวงมักได้ชื่อว่า ประตูเสวียนอู่ (เต่าดำ) เนื่องจากหงส์แดงแทนสัญลักษณ์ของไฟ ขณะที่สถาปัตยกรรมโบราณของจีนล้วนแต่สร้างด้วยไม้ จึงมักไม่ปรากฏรูป แต่จะปรากฏในเชิงสัญลักษณ์อยู่บนกำแพง (ทาสีแดง)แทน

เมื่อถึงสมัยฉินและฮั่น สัตว์เทพทั้งสี่ก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในฐานะตัวแทนของฤดูกาลและสีสันทั้งสี่ ในช่วงเวลาดังกล่าว สัตว์เทพทั้งสี่ได้ปรากฏในศาสตร์วิทยาการของจีนหลากหลายสาขา อาทิ ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และการทหาร ดังเช่นในตำราพิชัยสงครามบทหนึ่ง ได้กล่าวถึงการกำหนดทิศทางเดินทัพไว้ว่า "การเคลื่อนทัพนั้น ซ้ายเป็นมังกรเขียว ขวาเสือขาว ทัพหน้าคือหงส์แดงและเต่าดำคุมหลัง บัญชาการจากเบื้องบน นำปฏิบัติสู่เบื้องล่าง" เนื่องจากผู้คนในสมัยนั้นต่างคุ้นเคยกับตำแหน่งของ!เทพทั้งสี่เป็นอย่างดี ภายหลังจึงได้รับการประยุกต์ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของธงนำทัพไป

ต่อเมื่อศาสนาเต๋ารุ่งเรืองขึ้น มังกรเขียว เสือขาว หงส์แดงและเต่าดำในฐานะเทพเจ้าผู้คุ้มครองมนุษย์ต่างมีความสำคัญขึ้น ถูกยกให้มีความเป็นมนุษย์ยิ่งขึ้น ต่างมีชื่อเรียกเป็นมนุษย์ และต่อมาอีกไม่นาน เทพเสวียนอู่หรือเต่าดำก็โดดเด่นขึ้นในฐานะของ "เจินอู่" ปรมาจารย์เต๋าผู้สำเร็จมรรคผล ส่วนหงส์แดงเป็นเทพที่มีบทบาทแยกออกมาเป็นเอกเทศ ขณะที่มังกรเขียวและเสือขาวกลายเป็นเทพทวารบาลผู้รักษาประตูทางเข้าสู่มรรคาแห่งเต๋า


มังกรฟ้า (青龍)

เทพอสูรแห่งทิศตะวันออก ตัวแทนแห่งฤดูใบไม้ผลิ สีประจำคือสีฟ้า (หรือเขียว) เป็นอสูรธาตุไม้ แสดงถึง คุณงามความดี ความเหมาะสม ความสงบสุขและมั่นคงของบ้านเมือง (ควบคุมดินฟ้าอากาศ และ เป็นสัญลักษณ์แห่งจักรพรรดิ) มักถูกใช้เป็นขั้วตรงข้ามกับ หงส์แดง (ซึ่งเป็นตัวแทนแห่งจักรพรรดินี ตามความเชื่อของญี่ปุ่น)

หงส์แดง (朱雀)

(จูเชว่ ใน ภาษาจีน ซูซาคุ ในภาษาญี่ปุ่น หรือ จู จัก ในภาษาเกาหลี) เทพอสูรแห่งทิศใต้ ตัวแทนแห่งฤดูร้อน สีประจำคือสีแดง เป็นอสูรธาตุไฟ ถูกจับคู่กับมังกรฟ้า ในฐานะความสมดุลตามธรรมชาติ ความสุขในการสมรสเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ แสดงถึงความรู้ หงส์แดงถูกสื่อผ่านขนสีเพลิงที่ส่องสว่าง พร้อมกับเสียงขับขานอันน่าหลงใหล ซึ่งจะปรากฏตัวในยามมงคลเท่านั้น ซึ่งในพระราชวังของญี่ปุ่นมีรั้วที่สร้างสิริมงคลอย่าง ซูซาคุมง หรือ รั้วหงส์แดง ด้วย

พยัคฆ์ขาว (白虎)

(ไป๋หู่ ในภาษาจีน เบียคโกะ ในภาษาญี่ปุ่น หรือ แบค โฮ ในภาษาเกาหลี) เทพอสูรแห่งทิศตะวันตก ตัวแทนแห่งฤดูใบไม้ร่วง เป็นอสูรธาตุโลหะ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับหลุมศพตามตำราจีน จากเหตุการณ์พิธีศพ ของจักรพรรดิจีน สัญลักษณ์ของธาตุโลหะถูกเปรียบเทียบให้เป็นตัวแทนของ เทพอสูรพยัคฆ์กำลังก้มเคารพศพของจักรพรรดิ พยัคฆ์ขาวเป็นเทพอสูรแห่งการปกป้อง การคุ้มครอง เป็นราชาแห่งสรรพสัตว์ทั้งปวง รวมถึงเป็นราชันย์แห่งขุนเขาด้วย เครื่องประดับหยกที่ทำเป็นรูปเสือก็ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของการรบและการทหารด้วย นอกจากเสือจะเป็นเทพอสูรที่คอยขับไล่เหล่าศัตรูของจักรพรรดิจีน แล้วยังคอยขับไล่ภูตผีปีศาจไม่ให้เข้ามาทำลายบ้านเมืองอีกด้วย

เต่าดำ (玄武)

(เฉวียนอู่ ในภาษาจีน เกนบุ ในภาษาญี่ปุ่น หรือ ฮยุน มู ในภาษาเกาหลี) เทพอสูรแห่งทิศเหนือ ตัวแทนฤดูหนาว เป็นอสูรธาตุน้ำ (ในบางครั้งรวมธาตุดินเข้าไปด้วย) เทพอสูรตัวนี้ถูกสื่อออกมาในรูปของเต่าสีดำที่ถูกพันรอบด้วยงู เป็นสัญลักษณ์แห่งศาสนาพุทธ ความศรัทธา อายุยืนยาว ความสุข มีความเชื่อว่าถ้าเทพอสูรเต่าอายุถึง หนึ่งพันปี จะสามารถพูดภาษาคนและทำนายเหตุการณ์อนาคตได้ กล่าวกันว่ากระดองของเต่าสื่อถึงหลังคาแห่งจักรวาล เทพอสูรตัวนี้มีสัญลักษณ์เป็นเต่า และมีสีดำ รวมถึงประจำทิศเหนือซึ่งถือว่าเป็นทิศที่ไม่ค่อยมงคลสำหรับชาวจีน ก็เพราะ คำว่าเต่าในภาษาจีน มีความหมายในแง่ลบ

มังกรทอง (黃龍) หรือ ฮวงหลง

ในบางตำราเป็นตัวแทนของ ธาตุดิน และประจำอยู่จุดศูนย์กลางของสวรรค์

ตามตำราของญี่ปุ่น เทพอสูรทั้ง 4 เป็นตัวแทนของธาตุของศาสนาพุทธตามตำราญี่ปุ่น โดยที่

  • มังกรฟ้า - ธาตุน้ำ
  • หงส์แดง - ธาตุไฟ
  • พยัคฆ์ขาว - ธาตุลม
  • เต่าดำ - ธาตุดิน
  • จุดศูนย์กลาง - ความว่างเปล่า

โป๊ยเซียน

posted on 04 May 2007 02:57 by cutieparade  in Other-Mythology

โป๊ยเซียน(ภาษาจีนกลาง : 八仙; พินอิน : bā xiān; ออกเสียงว่า "ปาเซียน") คือเซียนแปดองค์ ตามความเชื่อในลัทธิเต๋าของจีน เป็นเทพเจ้าที่ชาวจีนนับถือมาช้านาน นับเป็นหนึ่งในบรรดาเซียนนับร้อยๆ องค์ของจีน แต่เทพทั้งแปดนี้ นับว่าเป็นที่รู้จักดีและได้นับการนับถืออย่างกว้างขวางมาก

ในศาลเจ้าตามของหมู่บ้านชาวจีน มักจะมีแท่นบูชาที่ปูด้วยผ้ามีภาพวาดเซียนทั้งแปดรวมเป็นกลุ่ม บ้างก็เป็นภาพเซียนนั่งเรือไปยังงานเลี้ยงของพระนางซีอ๋อง (งานเลี้ยงของทวยเทพและเซียนต่างๆ) บางครั้งก็วาดรวมกับภาพ 18 อรหันต์ในทางพุทธศาสนาด้วย

สมาชิกทั้ง 8 ในกลุ่มของโป๊ยเซียนนั้นแตกต่างกันไปตามยุคสมัย แต่ปัจจุบันนี้โป๊ยเซียนมีด้วยกันดังนี้

ภาษาจีนกลาง

ภาษาจีนแต้จิ๋ว

อักษรจีน

พินอิน

จาง เกว๋าะ เหล่าเตียงก๋วยเล่า張果老Zhāng Guǒ Lǎo
จง หลี เฉวียนฮั้งเจียงลี้鐘离權Zhōnglí Quán
เฉา เกว๋าะ จิ้วเชาก๊กกู๋曹國舅cáo guó jiù
หัน เซียง จื่อฮั้นเซียงจื่อ韓湘子hán xiāng zi
เหอ เซียน กูฮ้อเซียงโกว何仙姑hé xiān gū
หลาน ไฉ เหอน่า ไฉ่ ฮั้ว藍采和Lán Cǎihé
หลวี่ แทว ไกว่ทิ ก๋วย ลี้李鐵拐Lǐ Tiěguǎi
หลวี่ ต้ง ปินลื่อ ตั่ง ปิง呂洞賓Lü Dongbin

เซียนแต่ละองค์ในบรรดา 8 องค์นี้ มีประวัติที่มา และอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แตกต่างกันไป ในปัจจุบันทั้งชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีน ยังนิยมนับถือบูชาโป๊ยเซียนอย่างสม่ำเสมอ นอกเหนือจากเทพเจ้าทั้งสามในกลุ่มฮกลกซิ่วแล้ว


โป๊ยเซียนนั่งเรือข้ามทะเล ภาพจาก Myths and Legends of China,1922
โดย อี. ที. ซี. เวอร์เนอร์ ลำดับตามเข็มนาฬิกา (ในเรือ) ได้แก่
เหอเซียนกู, หันเซียงจื่อ, หลานไฉเหอ, หลวี่ แทว ไกว่, หลวี่ต้งปิน,
จงหลีเฉวียน เฉาเกว๋าะจิ้ว อีกองค์ที่อยู่นอกเรือ คือ จางเกว๋าะเหล่า

ทิก๋วยลี้

ทิก๋วยลี้ เดิมแซ่ หลี่ ชื่อ เหียน เกิดยุคชุนชิว เป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ สติปัญญาเฉลียวฉลาด หน้าตาดี ไม่ชอบทำมาหากินหรือมีครอบครัวเหมือนชาวบ้าน ชอบทางบำเพ็ญตบะถือศีลกินเจ เห็นว่า อำนาจวาสนา ลาภยศสรรเสริญ สมบัติพัสถาน ล้วนเป็นภาพมายา ดุจเมฆหมอกลอยกลางอากาศ ไม่นานก็จางหายไป เมื่อหลี่เหียนพิจารณาเห็นสัจธรรมเช่นนี้ จึงตัดสินใจสละทางโลก อำลาญาติมิตรไปบำเพ็ญพรตอยู่ในถ้ำ จนสามารถถอดกายทิพย์และจิตวิญญาณออกจากร่าง

วันหนึ่งมีนัดต้องไปเข้าเฝ้า ลีเลากุน ผู้เป็นอาจารย์ที่เขาหัวซัน จึงฝากลูกศิษย์ให้ดูแลร่าง จะไปแต่กายทิพย์ ส่วนร่างทิ้งไว้ที่นี่ ถ้าเกิน 7 วันเรายังไม่กลับ ให้เผาร่างได้เลย เมื่อท่านถอดจิตไปแล้ว มารดาผู้เป็นศิษย์ป่วยหนัก คนทางบ้านมาส่งข่าวให้รีบกลับ ศิษย์ไม่อาจทนอยู่เฝ้าร่างได้ จึงนำร่างไปเผาในวันที่ 6 ท่านกลับมาในวันที่ 7 ไม่พบลูกศิษย์ ไม่เห็นร่างของตน ก็เข้าใจ แต่ไม่เคืองไม่แยแสกระไร ไปเข้าร่างขอทานขาพิการที่เพิ่งเสียชีวิต ร่างใหม่ของท่านจึงขาพิการข้างหนึ่ง ดังในรูปทุกวันนี้ เวลาเดินใช้ไม้เท้าเหล็กค้ำ คนจึงเรียกว่า ทิก๋วยลี้


ฮั่นจงหลี

ฮั่นจงหลี เดิมแซ่ จงหลี ชื่อ ฉวน มีชีวิตในสมัยฮั่น เลยเรียกกันว่า ฮั่นจงหลี เป็นบุตรของแม่ทัพ จงหลีจาง วันที่เกิด มีแสงสว่างจ้าไปทั้งจวนแม่ทัพ ผู้คนตกใจคิดว่าไฟไหม้วิ่งไปยังจวนจะดับไฟ พอไปถึงไม่เห็นมีอะไร มีแต่ฮูหยิน ภรรยาแม่ทัพคลอดบุตรเป็นชาย มีลักษณะดีผิดแผกเด็กทั่วไป เมื่อโตขึ้นได้ไต่เต้าเป็นแม่ทัพ คราวหนึ่ง นำทัพไปปราบกบฏคนฮวน เกิดพ่ายศึกยับเยิน ตัวเขาหนีรอดคนเดียวเข้าไปในหุบเขา ได้พบกับนักพรตชรา ว่ากันว่าคือ ทิก้วยลี ได้รับถ่ายทอดเคล็ดบำเพ็ญธรรมต่อมาได้บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเป็นเซียน


ลือต้งปิง

ลื่อต้งปิง หรีอ ลื่อโจ้ว เกิดวันที่ 14 เดือนสี่ สมัยราชวงศ์ถัง เป็นคนเฉลียวฉลาดแต่เด็ก เคยไปสอบจิ้นซื่อสองครั้ง แต่ตก อายุ 64 ท่องเที่ยวพเนจรทั่ว ระหว่างพักโรงเตี๊ยมเมือง หันเอ้อ ได้พบกับอาจารย์ ฮั่นจงหลี ทั้งสองสนทนาเรื่องธรรมะถูกอัธยาศัย ลื่อต้งปิงถอนใจว่า ชีวิตช่างอาภัพ สอบจิ้นซื่อไม่ได้สักครั้ง ฮั่นจงหลีเอาหมอนในย่ามยื่นให้ พร้อมกล่าว เจ้าจงหนุนหมอนใบนี้ ทำให้ทุกอย่างสมหวัง จึงหนุนหมอนหลับไม่รู้ตัว ขณะนั้นเจ้าของโรงเตี๊ยมกำลังนึ่งข้าวเกาเหลียงอยู่ ลื่อต้งปิงได้ฝันเห็นอนาคตว่า ชั่วครู่เดียวชีวิตขึ้นๆลงๆ เปลี่ยนแปลงมากมาย ตั้งแต่สอบได้จิ้นซื่อ เป็นนายอำเภอเมืองลั่วหยังได้เลื่อนตำแหน่งหลายครั้ง กระทั่งเป็นแม่ทัพรบชนะข้าศึก มีอำนาจวาสนา มั่งมีศรีสุข 50 ปี เป็นอัครมหาเสนาบดี 10 ปี ต่อมาถูกปลดออกจากตำแหน่ง ชีวิตตกระกำลำบาก ตื่นขึ้น ฮั่นจงหลีกล่าวว่า เกาเหลียงยังไม่สุก ฝันจบชั่วชีวิต ลื่อต้งปิงแปลกใจ อาจารย์รู้ความฝัน ฮั่นจงหลีว่า ชีวิตงคนก็เป็นเช่นนี้แหละ ลื่อต้งปิงจึงปลงตก ละกิเลส ขอปวารณาเป็นศิษย์ ฮั่นจงหลีได้นำลื่อต้งปิงไปบำเพ็ญเพียรที่เขานกกระเรียนและถ่ายทอดเคล็ดลับ จนสำเร็จเป็นเซียน

เหอเซียนโกว

เหอเซียนโกว เดิมชื่อ ฮ่อค้วง เป็นนางฟ้าหนึ่งเดียวในคณะแปดเซียน เกิดในสมัยราชวงศ์ถัง เป็นชาวเมืองกวงโจว เป็นคนใจบุญและฉลาด วันหนึ่ง ได้พบกับเซียน ลื่อต้งปิง เซียนเห็นวาวส่งผลท้อให้ เมื่อกินผลท้อนั้นแล้วก็ไม่รู้สึกหิวอีก และยังสามารถทำนายทายทักโชคชะตาของคนอื่น คืนวันหนึ่ง เทพยดาได้มาเข้าฝัน บอกให้เธอกินแป้งฮุนบ้อ ทำให้ตัวเบาและไม่ตายเมื่อเธอตื่นขึ้น ลองทำตามในฝัน หลังจากกินแป้งฮุนบ้อแล้ว ปรากฏว่าตัวเบาเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วกว่าปกติ หลังจากนั้น มักขึ้นเขาลงเขาอยู่เสมอ ขากลับยังนำผลไม้ต่างๆ มาฝากมารดาเป็นประจำ

ต่อมา ข่าวลอยไปถึงในวัง พระนางบูเช็กเทียน ได้ส่งคนไปเชิญมาเข้าเฝ้า ระหว่างทาง ปรากฏว่า หายตัวไป คณะเชิญค้นหาเท่าใดก็ไม่พบ ปรากฏภายหลังว่า มีคนเห็นนางขี่เมฆลอยอยู่บนฟ้า จึงรู้ว่าได้สำเร็จเป็นเซียนไปแล้ว

จางกั๋วเหล่า

ตำนานหนึ่งว่า จางกั๋วเหล่า เป็นคนสมัยถัง เป็นนักพรตจำศีลภาวนาที่ จงเถียวซัน ไปไหนมาไหนมักจะขี่ลาเผือกกลับหัว โดยหันหน้าไปทางหางลา เป็นปริศนาธรรม ลานี้เป็นลาวิเศษ ไม่ใช้ถเก็บพับใส่ในกระเป๋าดั่งกระดาษ เวลาขี่เอาน้ำพ่น กลายเป็นลาดังเดิม อีกตำนานหนึ่งก็ว่า ในสมัยดึกดำบรรพ์มีพญาค้างคาวเผือกตัวหนึ่ง ได้จำศีลบำเพ็ญเพียรอยู่ในถ้ำจนสำเร็จเป็นเซียน ได้กลายร่างเป็นชายชราผิวพรรณผ่องใสแข็งแรงคือ จางกั๋วเหล่า นั่นเอง

หลันไฉ่เหอ

หลันไฉ่เหอ เป็นคนสมัยฮั่น ชอบใส่เสื้อผ้าขาด ใส่รองเท้าข้างเดียว ถือกรับไม้ยาวฟุตเศษ เที่ยวเดินร้องเพลงขอทานเรื่อยไป เพลงที่ร้องมีเนื้อเพลงเป็นคติเตือนใจคน เมื่อได้เงินก็เอามาร้อยเป็นพวงแล้ววิ่งลากไปตามถนน เชือกขาดเงินหลุดหล่นหายไปก็ไม่สนใจ มีเงินเหลือกินก็นำไปแจกจ่ายแก่คนยากจน หน้าร้อนใส่เสื้อหนา หน้าหนาวหิมะตกกลับใส่เสื้อตัวเดียวนอนบนหิมะ ต่อมา ทิก๋วยลี้ และ ฮั่นจงหลี ได้มาชวนไปบำเพียรเพียร จนสำเร็จเป็นเซียน

หันเซียงจื่อ

หันเซียงจื่อ สมญานาม ชิงฟู เกิดในสมัยถัง วันที่ 10 เดือนสิบ พ.ศ. 1320 กำพร้าพ่อแม่แต่เด็ก อยู่กับ หันยู่ ผู้เป็นอา ซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ นิสัยรักสันโดษชอบปลีกวิเวก วันหนึ่ง ท่าน ลื่อโจ้ว ได้มาโปรดจนบำเพ็ญสำเร็จเป็นเซียน หันเซียงจื่อ ยังกตัญญู โปรด หันยู่ ให้ละทิ้งตำแหน่งขุนนางมาบำเพ็ญธรรม ใช้เวลาถึง 9 ปี จึงโปรดสำเร็จ

เชาก๊กกู๋

เชาก๊กกู๋ เดิมชื่อ เชาจิ่งซิว เป็นน้องชายของพระราชินี เชาฮองเฮา แห่งราชวงศ์ซ่ง เชาก๊กกู๋เป็นคนเที่ยงตรง มีเมตตา รักสงบ ไม่ชอบโก้หรู เนื่องจากละอายที่ เชายี น้องชายถืออำนาจพี่สาว เที่ยวก่อกรรมทำชั่ว จนถูกท่านเปาตัดสินประหารชีวิต จึงตัดสินใจขึ้นเขาบำเพ็ญเพียร ต่อมาเขาได้พบกับ ฮั่นจงหลี และ ลื่อต้งปิง ลื่อต้งปิง ถามว่า ได้ข่าวว่าท่านบำเพ็ญธรรม ธรรมที่ท่านบำเพ็ญอยู่ที่ใด เชาก๊กกู๋ ชี้นิ้วขึ้นฟ้า ลื่อต้งปิง ถามอีกว่า ฟ้าอยู่ที่ใด เชาก๊กกู๋ ก็ชี้ที่หัวใจ ฮั่นจงหลีหัวเราะแล้วพูดว่า ใจก็คือฟ้า ฟ้าก็คือใจ บัดนี้ท่านค้นพบตัวเองแล้ว จากนั้นเซียนทั้งสองจึงถ่ายทอด มรรควิธีแก่ เชาก๊กกู๋ จนบำเพ็ญสำเร็จเป็นเซียนในที่สุด