Other

Black Hole (หลุมดำ)

posted on 07 May 2007 03:35 by cutieparade  in Other

หลุมดำ หมายถึง ลักษณะของวัตถุในเอกภพที่มีแรงโน้มถ่วงสูงมาก ไม่มีอะไรออกจากบริเวณนี้ได้แม้แต่แสงสว่าง หลุมดำนี้จะมีพื้นที่หนึ่งที่เป็นขอบเขตของตัวเอง ซึ่งเรียกว่า ขอบฟ้าเหตุการณ์ (event horizon) ซึ่งเป็นขอบเขตแห่งมโนภาพ ไม่สามารถเห็นหรือจับต้องได้ในทางกายภาพ โดยถ้าหากวัตถุหลุดเข้าไปพ้นขอบฟ้าเหตุการณ์ วัตถุนั้นจะไม่สามารถออกมาได้อีกต่อไป

แบล็คโฮลจะก่อตัวขึ้นจากดาวขนาดยักษ์ เมื่อดาวฤกษ์ยักษ์ใหญ่เริ่มตายลง มวลสารของดาวทั้งดวงจะถูกบีบอัดมารวมตัวกัน ณ จุดเดียว (ด้วยอำนาจของแรงดึงดูด) ณ จุดที่เวลาและอวกาศหยุดนิ่ง ก็ค่อนข้างยากเอาการน่ะนะครับ หากให้เราจินตนาการถึง สถานที่ซึ่งมวลสารไร้ปริมาตรและเวลาไม่ยอมเดิน แต่ลักษณะทำนองนี้แหละครับที่เกิดขึ้นกับแกนกลางของแบล็คโฮล

จุดที่เป็นศูนย์กลางของแบล็คโฮลเราเรียกกันว่า singularity ครับ เป็นจุดที่มีแรงดึงดูดมหาศาลมากมากเสียจนไม่มีอะไรหนีพ้นไปได้ - แม้กระทั่งแสง ระยะรัศมีของแรงดึงดูดนี้เรียกว่า eventhorizon ครับ ฝรั่งชอบเรียกมันว่า the-point-of-no-return เพราะไม่มีอะไรจะหลุดรอดไปได้เมื่อผ่าน eventhorizon เข้า ก็อย่างที่บอกไปแล้ว ว่าแบล็คโฮลมีมวลสารน้อยมาก เมื่อนักวิทยาศาสตร์พูดถึงขนาดของแบล็คโฮล เขาจะพูดถึงขนาดของ eventhorizon มากกว่าที่จะพูดถึงแกนกลางคือ singularity

หลายคนมีความเชื่อว่า ไม่มีอะไรจะหนีแรงดึงดูดของแบล็คโฮลไปได้ และเจ้าแบล็คโฮลนี้จะเที่ยวดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปในตัวของมัน อันนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดนะครับ ลองนึกภาพตามผมดู ถ้าแบล็คโฮลมันดูดทุกสิ่งได้ขนาดนั้นจริงๆ จักรวาลจะไปเหลืออะไรล่ะครับ? แบล็คโฮลจะแผลงฤทธิก็ต่อเมื่อ มีอะไรบางอย่าง (เช่นว่าแสง) ดันทะลึ่งผ่านเขต eventhorizon ของมันเท่านั้น นอกนั้นก็ไม่มีพิษสงอะไรนัก โดยเฉพาะดาวฤกษ์กับดาวเคราะห์เนี่ย เรียกว่าปลอดภัยจากแบล็คโฮลเลยก็ว่าได้ เพราะอำนาจของแรงดึงดูดที่กระทำระหว่างกัน จะไปบังคับให้ดาวฤกษ์และดาวเคราห์หมุนรอบแบล็คโฮล ในทำนองเดียวกับโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์เปี๊ยบ อย่าลืมนะครับว่าแบล็คโฮลก็เป็นดาวดวงหนึ่งเหมือนกัน ขนาดและแรงดึงดูดก็ย่อมจะมีเหมือนๆเดิม เพียงแต่ว่ามวลสารของมันย่อลงหลายล้านๆเท่าเท่านั้น

เจ้าแบล็คโฮลนี้ดำสนิทเหมือนชื่อมัน หนึ่งนั้นเพราะมันไม่มีแสงในตัวเอง สองแสงที่บังเอิญหลงผ่านไปจะถูกแรงดึงดูดกลืนเข้าไปหมด เรียกว่าไม่มีการสะท้อนแสงกลับออกมาเลย ดังนั้นการจะหาที่ตั้งของแบล็คโฮลจึงยากเอามากๆ และถือเป็นอันตรายอย่างยิ่งยวดสำหรับการเดินทางในอวกาศด้วยครับ

Neutron Stars and Pulsars

แบล็คโฮลมีชื่อเสียงทัดเทียมกับดาวอีกประเภทหนึ่งคือ Neutron stars (ดาวนิวตรอน)เจ้า Neutron stars นี้จะมีความหนาแน่นสูง และหมุนรอบตัวเองแบบเร็วมากๆ แถมมีรัศมีประมาณ 10 - 15 กิโลเมตรเท่านั้น ทำไมน่ะหรือครับ นั่นก็เป็นเพราะ Neutron stars เกิดจากดาวที่เผาไหม้หมดแล้ว มวลสารส่วนใหญ่ของดาวจะเปลี่ยนสภาพมาเป็นนิวตรอนเกือบหมด นักดาราศาสตร์ถึงได้เรียกมันว่า นิวตรอนสตาร์


ดาวนิวตรอน


พัลซาร์ส

Neutron stars บางดวงสามารถส่งสัญญาณวิทยุเป็นจังหวะเปิด - และ -ปิด ดาวเหล่านี้เราเรียกกันว่า พัลซาร์ส (Pulsars) มีอยู่ช่วงหนึ่งวงการดารศาสตร์พากันตื่นตะลึง เมื่อได้รับสัญญาณวิทยุจากดาวบางดวงในห้วงอวกาศ หลายคนเชื่อว่าเป็นสัญญาณติดต่อจากผู้มีอารยธรรมจากกาแล็คซี่อื่น เนื่องจากสัญญาณวิทยุที่ได้รับมันขาดเป็นห้วงๆสม่ำเสมอ จนมารู้เอาทีหลังแหละครับว่าเกิดจากพัลซาร์ส สาเหตุที่คลื่นวิทยุนี้มันเปิดๆปิดๆก็เพราะแรงดึงดูดครับ นิวตรอนสตาร์พวกนี้จะอณุญาตให้คลื่นวิทยุส่งออกจากตัวมันเองเฉพาะขั้วเหนือกับใต้ ทีนี้พอดาวหมุนรอบตัวเอง ลักษณะของคลื่นวิทยุที่ออกไปก็จะเหมือนแสงไฟจากประภาคาร โลกเราจะจับสัญญาณได้ก็ต่อเมื่อ "ลำของคลื่น" พวกนี้ผ่านโลกเท่านั้น สัญญาณก็เลยดูเหมือนปิดๆเปิดๆ

หลุมดำมาจากไหน?

หลังจากดูคุณสมบัติของแบล็คโฮลและ Neutron stars แล้วเราก็มาดูกำเนิดของมันหน่อยเป็นไร เทหวัตถุทั้งสองชนิดนี้ก่อตัวจากดาวฤกษ์ที่ตายแล้ว ( ายในที่นี้ หมายถึงเผาไหม้จนหมดแล้วครับ ไม่ใช่ตายที่แปลว่า Dead) ดวงดาวจะตายได้ก็มีสาเหตุใหญ่ๆมาจากการเผาไหม้ครับ ในช่วงที่ดาวยังเผาไหม้อยู่ ความร้อนจะถูกแผ่ออกไปและตัวดาวก็ยังมีแรงดึงดูดที่เสถียรอยู่ เมื่อไหร่ก็ตาม ที่มวลสารของดาวฤกษ์ถูกเผาไหม้หมด ดาวดวงนั้นก็จะไม่เสถียรอีกต่อไป มวลสารจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบคาดไม่ถึง อาจจะขยายใหญ่ออกไปจนกลายเป็นดาวยักษ์สีแดง หรือ จากนั้นอาจจะหดตัวเข้าสู่แกนกลางของดาวกลายเป็นดาวแคระสีขาว ดาวที่เผาไหม้และหดลงไปนี้เราเรียกว่านิวตรอนสตาร์ เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งมันก็จะหดลงไปอีก แล้วก็หดลงไปอีก ซักประมาณสามครั้ง (ไม่แน่ใจ) จึงจะกลายเป็นแบล็คโฮล ดวงอาทิตย์ของเราก็หนีไม่พ้นวัฏจักรนี้ แต่มันจะกินเวลานานกี่พันล้านปี ก็ยากจะบอกได้

- pramool.com

โค้ก

posted on 09 May 2007 03:42 by cutieparade  in Other

โค้ก (Coke) หรือ โคคา โคล่า (Coca Cola) คือเครื่องหมายการค้าของ บริษัทโคคาโคล่า สำนักงานใหญ่อยู่ที่ แอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ในสหรัฐอเมริกา โค้กเป็นน้ำอัดลมชนิดน้ำโคล่า ที่ได้รับความนิยมในมากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก โดยมีคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญคือ เป๊ปซี่ โค้กถูกคิดค้นโดยนายจอห์น เพมเบอร์ตัน (John Pemberton) ทหารในกองทัพสหรัฐอเมริกา ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงแม้ว่าโค้กจะถูกอ้างถึงในกรณีที่เป็นเครื่องดื่มที่ทำให้เสียสุขภาพ เช่น ทำให้ฟันผุ ทำให้ปวดท้อง หรือเป็นโรคอ้วน แต่โค้กยังคงได้รับความนิยมทั่วโลกในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20

ในประเทศไทย โค้ก ผลิตและจัดจำหน่ายโดย บริษัทไทยน้ำทิพย์


จอห์น เพมเบอร์ตัน

โค้กรสชาติต่างๆ

  • โค้ก
  • ไดเอทโค้ก
  • เชอรี่โค้ก
  • วานิลลาโค้ก
  • โค้ก ไลม์ - โค้กแต่งกลิ่นมะนาว
  • โค้ก C2 - โค้กที่ลดปริมาณน้ำตาลครึ่งหนึ่ง
  • โค้ก ซีโร่ - โค้กที่ใช้สารลดความหวานแทนน้ำตาล
  • โค้ก แบล็ก - โค้กผสมกาแฟ

ส่วนผสมของโค้ก

ส่วนผสมของโค้กถือเป็นความลับของบริษัทเช่นเดียวกับสูตรผสมของ เป๊ปซี่ เคเอฟซี และ แม็คโดนัลด์ ส่วนผสมของโค้กนั้น มีพนักงานในบริษัทโคคาโคล่าเพียงไม่กี่คนที่รู้และได้มีส่วนร่วมในขั้นตอนการผสม โดยทางบริษัทใช้ชื่อส่วนผสมว่า "7X" โดยไม่ได้มีการกล่าวถึงว่า X หมายถึงอะไร และพนักงานบริษัทจะทำการผสมสูตรต่างๆ ตามหมายเลขของส่วนผสมแทนที่ชื่อของส่วนผสมเพื่อป้องกันสูตรรั่วไหล

ในวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 พนักงานบริษัทโค้ก 2 คนและเพื่อนอีก 2 คน โดนจับกุมข้อหาพยายามขโมยสูตรส่วนผสมโค้กและขายให้แก่เป๊ปซี่ในราคา 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ

เรื่องเล่าและข่าวลือเกี่ยวกับโค้ก

โค้กมีเรื่องเล่าและข่าวลือมากมายกล่าวถึงผลเสียเนื่องจากโค้ก ซึ่งข่าวลือยังมีปรากฏแม้แต่ในเว็บไซต์สภากาชาดไทย เรื่องราวต่างๆ ส่วนมากจะเน้นในแนวขำขันและการนำโค้กไปใช้ในรูปแบบต่างๆ เช่น ปริมาณกรดในโค้กมีมากเพียงพอที่จะทำลายอวัยวะภายในร่างกาย ในความเป็นจริงค่าความเป็นกรดด่าง หรือ pH ของโค้กมีค่า 2.5 ซึ่งใกล้เคียงกับมะนาว หรือ เลมอน มีค่า pH 2.4 หรือ ส้ม มีค่า pH 3.5 หรือแม้แต่ข่าวลือว่าตำรวจสหรัฐอเมริกาใช้โค้กในการล้างเลือดบนถนนกรณีเกิดเหตุรถชน หรือแม้แต่โค้กสามารถละลายฟันในช่องปากในตอนกลางคืน หรือโค้กใช้ในการป้องกันการตั้งครรถ์โดยใช้โค้กที่มีฤทธิ์เป็นกรดเทฆ่าอสุจิ ซึ่งข่าวลือต่างๆ เป็นเพียงเรื่องที่สร้างขึ้นเพื่อความสนุกสนาน (ถึงแม้ว่ารายการมิธบัสเตอร์ส ได้มีการทดสอบในการใช้โค้กช่วยในการล้างเลือดที่เปื้อนเสื้อผ้า) ข่าวลือยังมีกล่าวว่าโค้กใช้ในการขจัดคราบเกลือ บริเวณขั้วแบตเตอรีรถยนต์ให้สะอาดได้ ซึ่งโดยปกติแล้วคราบเกลือสามารถกำจัดได้โดยใช้น้ำอุ่นธรรมดาเช่นเดียวกัน

โค้กยังคงมีใช้ในการกำจัดสนิม โดยกรดฟอสโฟริกในโค้กเปลี่ยนออกไซด์ของเหล็กให้เป็นฟอสเฟตซึ่งใช้ในการกำจัดสนิมเหล็กได้

เป๊ปซี่

posted on 09 May 2007 03:48 by cutieparade  in Other

เป๊ปซี่ โคล่า คือ เครื่องดื่มอัดลมที่ผลิตโดยบริษัทเป๊ปซี่ ซึ่งเป็นบริษัทคู่แข่งรายสำคัญของโคคา โคล่า เป๊ปซี่ โคล่ากำเนิดขึ้นครั้งแรกโดยการคิดค้นของเภสัชกรคาแร็ป แรดแฮมที่นิวเบิร์น นอร์ท แคโรไลน่าในช่วงทศวรรษ 1900 แรกเริ่มเครื่องดื่มชนิดนี้ถูกตั้งชื่อว่า "เครื่องดื่มของแบรด (Brad's drink)" ส่วนผสมของเป๊ปซี่ โคล่าประกอบไปด้วย น้ำอัดลม น้ำตาล วนิลา น้ำมันแต่งกลิ่น เป๊ปซินและเมล็ดโคล่า จริงๆแล้ว เป๊ปซี่นั้นผลิตเครื่องดื่มชนิดนี้ขึ้นเพื่อช่วยรักษาอาการปวดท้อง แรดแฮมจึงตั้งชื่อเป๊ปซี่จากอาการปวดท้องที่เรียกว่า ไดเป๊ปเซีย ชื่อเป๊ปซี่นั้นจดทะเบียนการค้าเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 1903

ไดเอ็ท เป๊ปซี่ นั้นเปิดตัวในปี 1964 ผลิตภัณฑ์ของเป๊ปซี่ โคล่าชนิดนี้เป็นเครื่องดื่มปราศจากน้ำตาลและปราศจากแคลอรี่ ไดเอ็ทเป๊ปซี่นั้นมีหลายรส เช่น รสไวด์เชอรี่ รสวนิลา และรสมะนาว ในบางประเทศ เรียก ไดเอ็ท เป๊ปซี่ว่า เป๊ปซี่ไลท์ และในประเทศไทยเรียกว่า Pepsi Max