History

นางบาปซาโลเม่

posted on 26 Apr 2007 21:47 by cutieparade  in History

ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนสมัยไหน มนต์เสน่ห์แห่งความงามของอิสตรียังคงความขลัง สามารถบันดาลเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดให้เกิดขึ้นได้ทุกอย่าง รวมทั้งเปลี่ยนขาวให้เป็นดำก็ได้ ด้วยมายาหญิง นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่มารยาหญิงอยู่เหนือเหตุผลและความถูกต้อง ไม้เว้นแม้แต่ชนชั้นวรรณะที่ได้รับการยกย่องว่าสูงสุด

"ซาโลเม่" ชื่อของเธออาจจะไม่เป็นที่คุ้นหูเท่าใดกันนัก เพราะเป็นชื่อของเจ้าหญิงยิวคนหนึ่งในสมัยโบราณแต่"ซาโลเม่" คนนี้แหละที่ใช้เล่ห์มารยาหญิงจนทำให้"จอห์น เดอะ แบปตีสต์" นักบุญคนสำคัญในคริสต์ศาสนาต้องถูกตัดหัวมาแล้ว และก็เป็นเรื่องประหลาดที่คัมภีร์ไบเบิลกลับไม่มีเรื่องราวของนางปรากฏอยู่เลย บอกไว้แต่เพียงว่าเป็นธิดาของพระนางเฮรอดิแอสเท่านั้น

แต่เรื่องราวของพระนางกลับไปปราฏกในบันทึกของ"โจเซฟัส" ซึ่งเป็นนักเขียนที่ได้บันทึกเรื่องราวการตายของ"ท่านจอห์น เดอะ แบปตีสต์" เอาไว้อย่างละเอียดจนกลายเป็นบทบันทึกที่สร้างแรงบันดาลใจให้นักเขียนรุ่นหลังนำมาเขียนกันอย่างเกรียวกราว จนชื่อของท่านจอห์น เดอะ แบ๊บตีส และซาโลเม่ เป็นที่รู้จักกันทั่วไป

ซาโลเม่ มีชาติกำเนิดที่สูงส่ง มีฐานะเป็นเจ้าหญิงยิว พระบิดาของเธอเป็นกษัตริย์องค์ใดไม่ปรากฏชื่อ ส่วนพระมารดาคือ พระนางเฮรอดดิแอส

ในสมัยนั้น กษัตริย์แห่งแผ่นดินปาเลสไตน์ได้รับการแต่งตั้งจากโรมให้เข้ามาปกครองชาวยิวมีชื่อว่า"เฮรอดแอนติปาส์" (เฮรอด เป็นชื่อยอดนิยมของกษัตริย์ที่นี่) ส่วนเฮรอดองค์ที่จะกล่าวถึงนี้เป็นราชบุตรของเฮรอดองค์ที่ 2 พระเจ้าเฮรอดองค์นี้มีพระมเหสีอยู่แล้ว แต่อยู่มาวันหนึ่งก็มีเหตุจำเป็นบางอย่างให้ต้องเดินทางไปกรุงโรม ระหว่างนั้นพระองค์ก็ได้พบกับพระนางเฮรอดดิแอส จึงเกิดตกหลุมรักเข้าอย่างจัง

ความจริงเรื่องที่ผู้ชายจะหลงรักหญิงอื่นทั้งๆ ที่มีภรรยาอยู่แล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรแต่ที่แปลกก็คือ พระนางเฮรอดดิแอสคนนี้คือพี่สะใภ้ของพระองค์เอง! ด้วยความเกรงพระทัยผู้เป็นพี่ พระเจ้าเฮรอดจึงทำได้แต่เพียงส่งสายตาละห้อยที่แฝงด้วยแรงพิศวาส

ส่วนพระนางเฮรอดดิแอสความที่พระนางไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสา จึงเข้าใจความหมายที่ฉายออกมาทางแววตาของฝ่ายชายได้เป็นอย่างดี เพราะพระนางเองก็พึงพอใจในรูปโฉมของน้องสามีเช่นกัน เมื่อพระนางรู้ว่าถ้าขืนรีรอวางท่าต่อไปคงจะไม่สมหวังดังใจ พระนางจึงเป็นฝ่ายรุกเสียเองด้วยการขอหย่าขาดกับสามีซึ่งคือ พี่ชายของกษัตริย์เฮรอด แล้วตามาอยู่ร่วมห้องกับน้องสามีอย่างสบายใจ โดยที่ฝ่ายชายก็ขอหย่ากับภรรยาเช่นกัน

เมื่อพระนางเฮรอดดิแอสย้ายมาอยู่ที่วังมาร์คัส พระนางได้พาธิดาสาวสวยที่กำลังสาวสะพรั่งด้วยวัย 19 ปี ที่เกิดจากสามีเดิม (ไม่ปรากฏหลักฐานว่าธิดาคนนี้เป็นลูกที่เกิดจากสวามีคนไหน) ไปอยู่ด้วย ธิดาสาวคนนั้นก็คือ "เจ้าหญิงซาโลเม่" นั่นเอง

ความรักที่สลับซับซ้อนน่าเวียนหัวและการแต่งงานของพระเจ้าเฮรอดและพระนางเฮรอดดิแอส พี่สะใภ้กับน้องสามีนี้ กลายเป็นขี้ปากของชาวประชาในเวลาต่อมา เพราะตามกฏของยิวโบราณ การแต่งงานที่ผิดธรรมเนียมอันดีงามอย่างนี้ ถือว่าเป็นความผิดใหญ่หลวงและสมควรจะต้องถูกตำหนิติเตียนเป็นอย่างยิ่ง

หนึ่งในจำนวนผู้ที่คัดค้านและตำหนิติเตียนการแต่งงานของพระราชาและราชินีคู่นี้ก็คือท่านจอห์น เดอะ แบปตีสต์ นักบวชผู้มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพนับถืออย่างสูง ท่านได้ติดเตียนบุคคลทั้งสองอย่างไม่ไว้หน้า คำติดเตียนของท่าน จอห์น เดอะ แบปตีสต์ ล่วงรู้ไปถึงหูของพระนางเฮรอดดิแอส ทำให้พระนางถึงกับกริ้วควันออกหู ทรงทูลยุยงจน กระทั่งกษัตริย์เฮรอดหาทางจับท่านจอห์นไปกักขังไว้ให้ทรมานสมดังใจมเหสี

เท่านั้นยังไม่เพียงพอ พระนางหาทางที่จะกำจัดท่านจอห์นให้ได้โดยที่พระหัตถ์ของพระนางไม่ต้องเปื้อนเลือดให้เป็นที่ครหา เมื่อคิดแผนการอันแยบยลได้ดังใจแล้ว พระนางก็รับสั่งให้เจ้าหญิงซาโลเม่เข้าเฝ้าเพื่อกระซิบกระซาบแผนการกันสองคนแล้วคืนวันอันโหดร้ายก็ย่างกรายเข้ามาถึง... ขณะที่กษัตริย์เฮรอดกำลังประทับอย่างสำราญพระทัยอยู่ในท้องพระโรงอันวิลิศมาหราอลังการของวังมาร์เครัส ทันใดนั้นเอง เจ้าหญิงซาโลเม่ก็ปรากฏโฉมในภัสตราภรณ์อันงดงามวิจิตร ท่ามกลางความตะลึงตะลานของเหล่าข้าราชบริพารที่นั่งกันสลอนอยู่ในท้องพระโรง

"วันนี้หม่อมฉันจะขอร่ายรำระบำพิเศษให้พระองค์ทรงทอดพระเนตร เพื่อจะได้ทรงพระสำราญยิ่งๆ ขึ้นไปเพคะ" เจ้าหญิงซาโลเม่พูดพลางกวาดสายตาไปรอบๆ

"หากการเริงระบำครั้งนี้ เป็นที่ถูกพระทัยมากแล้วไซร้ หม่อมฉันขอทูลขอรางวัลซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ในพระราชอำนาจของพระองค์ที่จะประทานได้ ก็ขอให้พิจารณาพระราชทานให้หม่อมฉันด้วยเพคะ"

กษัตริย์เฮรอดซึ่งในขณะนั้นกำลังตกอยู่ในอาการแทบหน้ามืดเพราะหลงในความงามของซาโลเม่ จึงละล่ำละลักตอบตกลงทันทีแล้วรำบำแพรเจ็ดชั้นอันบันลือโลกก็เริ่มขึ้น นางร่ายรำอย่างงดงามมีศิลปะ ด้วยท่วงท่าและลีลาอันอ่อนช้อยในระหว่างที่ท่วงทำนองเพลงกำลังพาลีลาของพระนางให้พลิ้วไหวอยู่นั้น พระนางก็ค่อยๆ บรรจงเปลื้องแพรที่คลุมร่างออกทีละชั้นๆ แพรผืนแรกลงไปกองอยู่กับพื้น พระนางยังคงร่ายรำอย่างต่อเนื่องและงดงามจนแพรที่คลุมร่างผืนต่อๆ ไปถูกปลดลงไปกองที่พื้นผืนแล้วผืนเล่า ผู้คนในท้องพระโรงที่กำลังนั่งชมการร่ายรำนี้อยู่ต่างใจจดใจจ่อรอเวลาว่าเมื่อไรแพรผืนสุดท้ายจะถูกปลดออกมากองกับพื้น

Free Image Hosting at www.ImageShack.us

จนเมื่อแพรผืนที่ 7 อันเป็นผืนสุดท้ายถูกปลดออกมา สายตาทุกคู่ก็ต้องตะลึงค้างเพราะใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะจนทำให้ให้หายใจไม่ทั่วท้อง ทุกคนพากันอ้าปากค้างเมื่อเจ้าหญิงซาโลเม่เผยเรือนร่างงดงามในชุดซับในน้อยชิ้นร่ายระบำอันทรงเสน่ห์อย่างสุดเหวี่ยง จนพระเจ้าเฮรอดอดพระทัยไม่ไหวถึงกับออกพระโอษฐ์อุทานว่า

"วิเศษมาก! เยี่ยมที่สุด" ซาโลเม่ได้ยินดังนั้นก็ยิ่งยักย้ายส่ายสะโพกรุนแรงขึ้นไปอีกก่อนที่จะยุติการเริงระบำลง"ถ้าเช่นนั้น หม่อมฉันขอทวงรางวัลเพคะ"

ทรงพระราชทานพระสรวลอย่างสำราญพระทัยก่อนที่จะตรัสรับสั่งว่า"ปรารถนาสิ่งใดที่ข้าให้ได้จงบอกมา" เจ้าหญิงซาโลเม่ ชายตาไปยังพระราชมารดาอย่างรู้ความนัยกันก่อนจะเอ่ยว่า"หม่อมฉันขอศรีษะของท่านจอห์น เดอะ แบปตีสต์" สิ้นเสียงของพระนาง ภายในท้องพระโรง ก็เงียบสนิทราวกับป่าช้า ไม่มีใครรู้ว่าภายในใจของผู้คนเหล่านั้นกำลังคิดสิ่งใดอยู่ แต่ที่แน่ๆ พระนางเฮรอดดิแอสกำลังยิ้มย่องอย่างสมพระทัย และภายในชัวโมงนั้นเอง ทหารก็นำศรีษะของท่านจอห์น เดอะ แบปตีสต์ ใส่ถาดมาให้ซาโลเม่ตามสัญญา

เหตุการณ์ครั้งนี้ สร้างความโศกสลดและความรู้สึกสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ให้กับชาวคริสต์ทั้งปวง และก็หมายถึงบัลลังก์ของพระเจ้าเฮรอดที่ต้องสั่นคลอนไปด้วย

พระเจ้าเฮรอดจึงกลายเป็นกษัตริย์ที่พังเพราะผู้หญิงอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง เพราะการสังหารท่านจอห์น เดอะ แบปตีสต์ เพื่อตามใจเมียและลูก ทำให้พระองค์มีศัตรูตามมามากมาย ในไม่ช้าจักรพรรดคลิกูลาแห่งโรมก็ทรงเห็นว่า พระเจ้าเฮรอดที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ปกครองนครมณฑลปาเลสไตน์กระทำตนไม่เหมาะสมจึงสั่งปลดออกจากตำแหน่งและเนรเทศไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว

ส่วนพระนางซาโลเม่ ก็ถูกตราหน้าว่าเป็น"นางบาป" ตั้งแต่นั้นมา แต่ทว่าพระนางไม่ได้ตกอับเหมือนพระมารดาที่หายสาปสูญไป เพราะภายหลังก็ได้เป็นราชินีของกษัตริย์ยิวทรงพระนามว่า พระเจ้าอลิสโตบุรัส

- archaeology.thai-archaeology.info

วิธีการประหารชีวิตตามพระไอยการกระบถศึก บันทึกและอธิบายเอาไว้อย่างละเอียดถึงวิธีการลงโทษประหาร 21 วิธีหรือ 21 สถาน ดังนี้

สถาน 1 คือ ให้ต่อยกระบานศีศะ (กบาลศีรษะ) เลิกออก (เปิดออก) เสีย แล้วเอาคีมคีบก้อนเหล็กแดงใหญ่ใส่ลงไปในมันสะหมอง (มันสมอง) ศีศะพลุ่งฟู่ขึ้นดั่งม่อ (หม้อ) เคี่ยวน้ำส้มพะอูม

สถาน 2 คือ ให้ตัดแต่หนังจำระ (จาก) เบื้องหน้าถึงไพรปากเบื้องบนทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงหมวกหู (ใบหู) ทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงเกลียวคอชายผมเบื้องหลังเป็นกำหนด (หนังบริเวณคอถึงท้ายทอย) แล้วให้มุ่นกระหมวดผมเข้าทั้งสิ้น (ม้วนเข้าหากัน) เอาท่อนไม้สอดเข้าข้างละคน โยกคลอนสั่นเพิกหนังทั้งผมนั้นออกเสียแล้วเอากรวดทรายหยาบขัดกระบานศีศะชำระให้ขาวเหมือนพรรณศรีสังข์

สถาน 3 คือ ให้เอาขอเกี่ยวปากให้อ้าไว้ แล้ให้ตามประทีบ (ดวงไฟ) ไว้ในปาก
ไนยหนึ่ง (นัยหนึ่ง) เอาปากสิวอันคมนั้นแสะแหวะผ่าปากจนหมวกหู (ใบหู) ทั้งสองข้าง แล้วเอาขอเกี่ยวให้อ้าปากไว้ให้โลหิตไหลออกเต็มปาก

สถาน 4 คือ เอาผ้าชุบน้ำมันพันให้ทั่วร่างกายแล้วเอาเพลิงจุด

สถาน 5 คือ เอาผ้าชุบน้ำมันพันนิ้วทั้งสิบนิ้วแล้วเอาเพลิงจุด

สถาน 6 คือ เชือดเนื้อให้เป็นแรงเป็นริ้วอย่าให้ขาดจากกัน ตั้งแต่ใต้คอลงไปถึงข้อเท้าแล้วเอาเชือกผูกจำ ให้เดินเหยียบริ้วเนื้อริ้วหนังแห่งตน ให้ฉุดคร่าตีจำให้เดินไปกว่าจะตาย

สถาน 7 คือ เชือดเนื้อให้เนื่องด้วยหนังเป็นแร่งเป็นริ้ว ตั้งแต่ใต้คอลงมาถึงเอวและให้เชือดตั้งแต่เอวให้เนื่องด้วยหนังเป็นแร้งเป็นริ้วลงมาถึงข้อเท้ากระทำหนังเบื้องบนให้คลุมลงมาเหมือนนุ่งผ้า

สถาน 8 คือ ให้เอาห่วงเหล็กสวมข้อศอกทั้งสองข้าง ข้อเข่าทั้งสองข้างให้มั่นแล้วเอาหลักสอดในวงเหล็กแย่งขึงตรึงลงไว้กับแผ่นดินอย่าให้ไหวตัวได้ แล้วเอาเพลิงรน (ลน)ให้รอบตัวจนกว่าจะตาย

สถาน 9 คือ ให้เอาเบ็ดใหญ่ที่มีคมสองข้างเกี่ยวทั่วร่างเพิก (เปิด) หนังเนื้อและเอ็นน้อยใหญ่ให้หลุดขาดออกมาจนกว่าจะตาย

สถาน10 คือ ให้เอามีดที่คมเชือดเนื้อให้ตกออกจากกายแต่ทีละตำลึง(นำเนื้อมาชั่งให้ได้น้ำหนักหนึ่งตำลึง:มาตราวัดสมัยโบราณ) จนกว่าจะสิ้นมังสา (เนื้อ)

สถาน 11 คือ ให้แล่สับทั่วร่างแล้ว เอาแปรงหวีชุบน้ำแสบ กรีดครูดขูดเสาะหนังและเนื้อแลเอ็นน้อยใหญ่ให้ลอกออกให้สิ้นให้อยู่แต่ร่างกระดูก

สถาน 12 คือ ให้นอนลงโดยข้างๆ หนึ่งแล้วให้เอาหลาวเหล็กตอกลงไปโดยช่องหูให้แน่นกับแผ่นดินแล้วจับขาทั้งสองข้างหมุนเวียนไปดังบุคคลทำบังเวียน (เวียนเทียน)

สถาน 13 คือ ทำมิให้หนังพังหนังขาด แล้วเอาลูกสีลา (ลูกหิน) บดทุกกระดูกให้แหลกย่อย แล้วรวบผมเข้าทั้งสิ้น ยกขึ้นหย่อนลงกระทำให้เนื้อเป็นกองเป็นลอม แล้วพับห่อเนื้อหนังกับทั้งกระดูกนั้นทอดวางไว้ดั่งตั่งอันทำด้วยฟางซึ่งเอาไว้เช็ดเท้า

สถาน 14 คือ ให้เคี่ยวน้ำมันให้เดือดพลุ่งพล่าน แล้วลาดสาดลงมาแต่ศีศะ (ศีรษะ) จนกว่าจะตาย

สถาน 15 คือ ให้กักขังสุนัขร้ายทั้งหลายไว้ อดอาหารหลายวันให้เต็มอยากแล้วปล่อยให้กัดทึ้งเนื้อหนังกินให้เหลือแต่ร่างกระดูกเปล่า

สถาน 16 คือ ให้เอาขวานผ่าอกทั้งเป็นแหกออกดั่งโครงเนื้อ

สถาน 17 คือ ให้แทงด้วยหอกทีละน้อยๆ จนกว่าจะตาย

สถาน 18 คือ ให้ขุดหลุมฝังเพียงเอว แล้วเอาฟางปกลงคลุมร่างก่อนคลอกด้วยเพลิงพอหนังไหม้แล้วไถด้วยไถเหล็ก ให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่เป็นริ้วน้อยริ้วใหญ่

สถาน 19 คือ ให้เชือดเนื้อล่ำออกทอดด้วยน้ำมัน เหมือนทอดขนม ให้กินเนื้อตัวเองจนกว่าจะตาย

สถาน 20 คือ ให้ตีด้วยตะบองสั้นตะบองยาวจนกว่าจะตาย

สถาน 21 คือ ตีด้วยหวายที่มีหนามจนกว่าจะตาย

- artsmen.net

ทาส

posted on 09 May 2007 16:22 by cutieparade  in History

ทาส หมายถึง บุคคลซึ่งถูกนับสิทธิเสมือนสิ่งของของผู้อื่น ไม่มีอิสระในการดำรงชีวิต และมีหน้าที่รับใช้ผู้อื่นโดยมิได้รับการตอบแทนจากเจ้าของ(นายทาส)เช่น การรับใช้ทางด้านแรงงาน และหากไม่เชื่อฟังคำสั่ง อาจถูกลงโทษได้ตามแต่นายทาสจะกำหนด ยกเว้นเป็นการกระทำอันทำให้ถึงแก่ความตาย

ชนิดของทาส

ในประเทศไทย ทาสได้ถูกแบ่งออกเป็น 7 ชนิด (ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา โดยในสมัยก่อนหน้านั้นยังเป็นข้อถกเถียงของนักวิชาการ) ได้แก่

  1. ทาสสินไถ่ - เป็นทาสที่มีมากที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมด โดยเงื่อนไขของการเป็นทาสชนิดนี้ คือ การขายตัวเป็นทาส เช่น พ่อแม่ขายบุตร สามีขายภรรยา ดังนั้น ทาสชนิดนี้จึงเป็นคนยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวหรือตนเองได้ จึงได้เกิดการขายทาสขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปเมื่อมีผู้มาไถ่ถอน
  2. ทาสในเรือนเบี้ย - เด็กที่เกิดขึ้นระหว่างที่แม่เป็นทาสของนายทาส ทาสชนิดนี้ไม่สามารถไถ่ถอนตนเองได้
  3. ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก - ทาสที่ตกเป็นมรดกของนายทาส เกิดขึ้นก่อต่อเมื่อนายทาสคนเดิมเสียชีวิตลง และได้มอบมรดกให้แก่นายทาสคนต่อไป
  4. ทาสท่านให้ - ทาสที่ได้รับมาจากผู้อื่น
  5. ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ - ในกรณีที่บุคคลนั้น เกิดกระทำความผิดและถูกลงโทษเป็นเงินค่าปรับ แต่บุคคลนั้น ไม่มีความสามารถในการชำระค่าปรับ หากว่ามีผู้ช่วยเหลือให้สามารถชำระค่าปรับได้แล้ว ถึอว่าบุคคลนั้น เป็นทาสของผู้ให้ความช่วยเหลือในการชำระค่าปรับ
  6. ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก - ในภาวะที่ไพร่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ประกอบอาชีพได้แล้ว ไพร่อาจขายตนเองเป็นทาสเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากนายทาส
  7. ทาสเชลย - ภายหลังจากได้รับการชนะสงคราม ผู้ชนะสงครามจะกวาดต้อนผู้คนของผู้แพ้สงครามไปยังเมืองของตน เพื่อนำผู้คนเหล่านั้นไปเป็นทาสรับใช้


รัชกาลที่ 5 ทรงสั่งเลิกทาส


การพ้นจากความเป็นทาส

การพ้นจากความเป็นทาสสามารถเกิดขึ้นได้ จากเหตุการณ์ดังต่อไปนี้

  • โดยการหาเงินมาไถ่ถอน
  • การบวชเป็นสงฆ์โดยได้รับความยินยอมจากนายทาส
  • ไปการสงครามและถูกจับเป็นเชลย หลังจากนั้น สามารถหลบหนีออกมาได้
  • แต่งงานกับนายทาสหรือลูกหลานของนายทาส
  • นายทาสถูกข้อหากบฏ
  • การประกาศไถ่ถอนจากพระมหากษัตริ์ย ในช่วงของการเลิกทาส