Faith

The Omen (666)

posted on 29 Apr 2007 15:29 by cutieparade  in Faith

Omen แปลตรงตัวแปลว่า "ลางบอกเหตุ"

เรื่องนี้อะไรคือลางบอกเหตุ?.. สำหรับเรื่องนี้หลายๆคนคงเคยดูแล้ว(เวอร์ชั่นเก่า) ลางบอกเหตุที่ว่าคือก็ การมาของ Antichrist นั่นเอง

Q: Antichrist คืออะไร?

A: Antichrist แปลตรงตัวคือ ปรปักษ์พระคริสต์ หรือผู้ที่ต่อต้านพระเยซูนั่นเอง ในอดีตมีผู้ที่ถือว่าเป็น Antichrist หลายคนเช่น จักพรรดิ์เนโร,ฮิตเลอร์ , นโปเลียน

Q : มีการกล่าวถึงการมาของ Antichrist แบบในหนังหรือไม่?

A: ในพระคำภีร์ Bible ทั้งพันธสัญญาเก่า และ พันธสัญญาใหม่ มีการกล่าวถึงการมาของ antichrist ทั้ง 2 เล่ม ซึ่งจะกล่าวเป็นคำอุปมาอุปมัยทั้งสิ้นโดยจะใช้สัญลักษณ์ของ antichrist คือสัตว์ร้าย(beast) และมารหรือซาตานจะใช้สัญลักษณ์เป็นมังกร(dragon)

พระธรรมเก่ากล่าวถึงมันโดยใช้สัญลักษณ์คือ เขาที่งอกแซมขึ้นมา (little horn)

ดาเนียล 7:2-8
ดาเนียลกล่าวว่า "ข้าพเจ้าได้เห็นในนิมิตเวลากลางคืน และดูเถิด ลมทั้งสี่ของฟ้าสวรรค์ได้ปลุกปั่นทะเลใหญ่นั้น และสัตว์มหึมาสี่ตัวได้ออกมาจากทะเล ต่างตัวต่างกัน ตัวแรกเหมือนสิงห์มีปีกนกอินทรี เมื่อข้าพเจ้ามองดูนั้น ขนปีกก็ถูกถอนออกไป และมันถูกยกขึ้นจากแผ่นดิน และให้ยืนสองเท้าเหมือนคน และมอบใจของมนุษย์ให้แก่มัน และดูเถิด มีสัตว์อีกตัวหนึ่งเป็นตัวที่สองเหมือนหมี มันขยับตัวข้างหนึ่งขึ้น มีกระดูกซี่โครงสามซี่อยู่ในปากของมันระหว่างซี่ฟัน มีเสียงบอกมันว่า 'จงลุกขึ้นกินเนื้อให้มากๆ' ต่อจากนี้ไปข้าพเจ้าก็ได้มองดู นี่แน่ะ สัตว์อีกตัวหนึ่งเหมือนเสือดาว บนหลังมีปีกนกสี่ปีก สัตว์นั้นมีหัวสี่หัว และมันรับราชอำนาจ ต่อจากนี้ไป ข้าพเจ้าได้เห็นในนิมิตกลางคืน และดูเถิด สัตว์ตัวที่สี่มันร้ายกาจและเป็นที่น่ากลัวและแข็งแรงยิ่งนัก มันมีฟันเหล็กมหึมา มันกินและหักเป็นชิ้นๆ และกระทืบสิ่งที่เหลือกินนั้นเสีย มันต่างกับ สัตว์อื่นทั้งหมดที่อยู่ก่อนมันมันมีเขาสิบเขา ข้าพเจ้าพิเคราะห์เรื่องเขาเหล่านั้น ดูเถิด มีอีกเขาหนึ่งเล็กๆงอกขึ้นมาท่ามกลางเขาเหล่านั้น เขารุ่นแรกสามเขา ได้ถูกถอนรากออกไปต่อหน้ามัน และดูเถิด ในเขาอันนี้มีตาเหมือนตามนุษย์ มีปากพูดเรื่องใหญ่โต ..

พระธรรมใหม่กล่าวถึงมันโดยใช้สัญลักษณ์คือ สัตว์ร้าย (the beast)

มันมี 3 ตัวคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

1. มังกร

วว 12:1-17
เครื่องหมายยิ่งใหญ่ปรากฏในสวรรค์ คือสตรีผู้หนึ่งมีดวงอาทิตย์เป็นอาภรณ์ มีดวงจันทร์อยู่ใต้เท้า มีมงกุฎดาวสิบสองดวงประดับศีรษะ นางมีครรภ์แก่ กำลังร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดจะคลอดบุตร เครื่องหมายอีกประการหนึ่งปรากฏในสวรรค์ คือมังกรใหญ่สีแดง มีเจ็ดหัวและสิบเขา แต่ละหัวสวมมงกุฎ หางของมันตวัดดวงดาวหนึ่งในสามบนท้องฟ้าให้ตกลงมาบนแผ่นดิน มังกรยืนอยู่ตรงหน้าสตรีที่กำลังจะคลอดบุตรเพื่อจะกินบุตรของนางทันทีที่คลอด นางคลอดบุตรเป็นชาย ซึ่งจะต้องปกครองชาติทั้งหลายด้วยคทาเหล็ก แต่บุตรของนางถูกคว้าตัวขึ้นไปเฝ้าพระเจ้ายังพระบัลลังก์ของพระองค์ ส่วนสตรีนั้นหลบหนีไปในถิ่นทุรกันดาร ที่นั่นนางมีที่พำนักซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ เพื่อนางจะได้รับการเลี้ยงดูเป็นเวลาหนึ่งพันสองร้อยหกสิบวัน สงครามเกิดขึ้นในสวรรค์ มีคาเอลกับเหล่าทูตสวรรค์ของเขาต่อสู้กับมังกร มังกรพร้อมกับบริวารของมันก็ต่อสู้ด้วย แต่มันพ่ายแพ้และไม่มีที่พำนักในสวรรค์อีกต่อไป มังกรใหญ่ คืองูดึกดำบรรพ์ที่มีชื่อว่าปีศาจและซาตาน ผู้ล่อลวงผู้อาศัยอยู่ทั่วแผ่นดินให้หลงไป ถูกโยนลงมาบนแผ่นดิน บริวารของมันก็ถูกโยนลงมาด้วย ข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังจากสวรรค์ว่า บัดนี้ ความรอดพ้น พระอานุภาพและพระราชอาณาจักรเป็นของพระเจ้าของเราแล้ว และอำนาจเป็นของพระคริสต์ของพระองค์ เพราะผู้กล่าวหาบรรดาพี่น้องของเรา คือผู้ที่กล่าวหาเขาทั้งกลางวันกลางคืนเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าของเราก็ถูกโยนลงไปแล้ว บรรดาพี่น้องของเราชนะผู้กล่าวหา เดชะพระโลหิตของลูกแกะและอาศัยคำพยานของตน เพราะเขาไม่หวงแหนชีวิตแม้เมื่อเผชิญความตาย ดังนั้น สวรรค์และท่านทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในสวรรค์ จงชื่นชมเถิด วิบัติจงเกิดแก่แผ่นดินและทะเล เพราะปีศาจลงมายังแผ่นดินและทะเลด้วยความโกรธอย่างรุนแรง เพราะมันรู้ว่ามีเวลาเหลือน้อยแล้ว เมื่อมังกรหรืองูเห็นว่าตนถูกโยนลงมาบนแผ่นดิน ก็เริ่มเบียดเบียนสตรีที่คลอดบุตรชาย แต่สตรีนั้นรับปีกนกอินทรีใหญ่สองปีกเพื่อจะได้บินไปยังถิ่นทุรกันดารที่พำนักของนาง ที่นั่นนางจะได้รับการเลี้ยงดูพ้นสายตาของงูเป็นเวลาสามปีครึ่ง งูพ่นน้ำออกจากปากเหมือนแม่น้ำตามหลังสตรี เพื่อให้นางถูกกระแสน้ำพัดไป แต่แผ่นดินช่วยนางไว้ แผ่นดินอ้าปากออกและดื่มแม่น้ำที่มังกรพ่นออกมาจากปากของมัน มังกรโกรธสตรี และออกไปทำสงครามกับเผ่าพันธุ์ที่เหลือของนาง คือผู้ที่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระเจ้า และยึดมั่นในคำพยานถึงพระเยซูเจ้า มันมายืนที่หาดทรายชายทะเล

2.สัตว์ร้ายสิบเขา

วว 13:1-10
ข้าพเจ้าเห็นสัตว์ร้ายตัวหนึ่งขึ้นมาจากทะเล มีสิบเขา เจ็ดหัว แต่ละเขาสวมมงกุฎ และมีชื่อที่เป็นคำสาปแช่งพระเจ้าอยู่บนหัว สัตว์ร้ายที่ข้าพเจ้าเห็นนั้นเหมือนเสือดาว มีตีนเหมือนหมี มีปากเหมือนสิงโต มังกรมอบอานุภาพ บัลลังก์และอำนาจยิ่งใหญ่ของตนแก่สัตว์ร้ายตัวนี้ ข้าพเจ้าเห็นหัวหนึ่งของมันดูเหมือนถูกบาดแผลฉกรรจ์ถึงตาย แต่บาดแผลนั้นหายแล้ว ทั่วทั้งแผ่นดินรู้สึกพิศวง ติดตามสัตว์ร้ายนี้ไป ทุกคนนมัสการมังกรเพราะมันมอบอำนาจให้สัตว์ร้าย และทุกคนยังนมัสการสัตว์ร้าย กล่าวว่า ใครเล่าเป็นเหมือนสัตว์ร้าย ใครเล่าต่อสู้กับสัตว์ร้ายได้ สัตว์ร้ายได้รับอนุญาตให้คุยโอ้อวดและพูดดูหมิ่นพระเจ้า และได้รับอำนาจให้ทำเช่นนี้เป็นเวลาสี่สิบสองเดือน มันอ้าปากพูดดูหมิ่นพระเจ้า พูดดูหมิ่นพระนามของพระองค์ พูดดูหมิ่นที่พำนักของพระองค์และพูดดูหมิ่นบรรดาผู้อาศัยในสวรรค์ มันยังได้รับอำนาจให้ทำสงครามกับบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์และเอาชนะได้ มันยังได้รับอำนาจเหนือชนทุกเผ่า ทุกประเทศ ทุกภาษาและทุกชาติด้วย บรรดาผู้อาศัยบนแผ่นดินทุกคนที่ไม่มีชื่อบันทึกไว้ตั้งแต่สร้างโลกในม้วนหนังสือแห่งชีวิตของลูกแกะซึ่งถูกประหารจะนมัสการสัตว์ร้าย ผู้ใดมีหู ก็จงฟังเถิด ผู้ใดจะต้องถูกจองจำ ก็จะถูกจองจำ ผู้ใดจะต้องถูกฆ่าด้วยดาบ ก็จะถูกฆ่าด้วยดาบ ดังนั้น บรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์จึงต้องมีความเพียรทนและมีความเชื่อ

3. สัตว์ร้าย ก็คือ Antichrist

วว 13:11-18
ข้าพเจ้าเห็นสัตว์ร้ายตัวหนึ่งขึ้นมาจากพื้นดิน มีสองเขาเหมือนลูกแกะ พูดเหมือนมังกร มันใช้อำนาจทั้งหมดของสัตว์ร้ายตัวแรก เมื่อสัตว์ร้ายตัวนี้ทำให้แผ่นดินและผู้อาศัยบนแผ่นดินกราบนมัสการสัตว์ร้ายตัวแรกที่มีบาดแผลฉกรรจ์ถึงตายแต่หายแล้ว สัตว์ร้ายตัวที่สองนี้ทำปาฏิหาริย์ยิ่งใหญ่ แม้กระทั่งไฟมันก็ทำให้ตกจากท้องฟ้าลงบนแผ่นดินต่อหน้ามนุษย์ได้ มันใช้ปาฏิหาริย์ที่มันได้รับอำนาจให้ทำได้เมื่อสัตว์ร้ายตัวแรกหลอกลวงผู้อาศัยบนแผ่นดินให้หลงไป โดยชักชวนเขาให้สร้าง รูปปั้นถวายแด่สัตว์ร้ายที่ยังมีชีวิตอยู่แม้ถูกดาบฟันเป็นแผลฉกรรจ์แล้ว สัตว์ตัวที่สองนี้ได้รับอำนาจให้ชีวิตแก่รูปปั้นของสัตว์ร้ายตัวแรก เพื่อให้รูปปั้นนั้นพูดได้ และได้รับอำนาจประหารชีวิตทุกคนที่ไม่ยอมกราบนมัสการรูปปั้นของสัตว์ร้าย สัตว์ร้ายตัวที่สองนี้บังคับทุกคน ทั้งผู้น้อย ผู้ใหญ่ ทั้งคนมั่งมีและคนยากจน ทั้งคนอิสระและทาส ให้สักตราไว้ที่มือขวาหรือที่หน้าผาก ไม่มีใครซื้อขายได้ ถ้าไม่มีตราคือนามของสัตว์ร้ายหรือจำนวนเลขของนามนั้น ดังนั้น จำเป็นต้องมีปรีชาญาณ ผู้มีปัญญาจงตีความจำนวนเลขของสัตว์ร้ายให้ได้ เพราะมันเป็นจำนวนเลขที่หมายถึงมนุษย์คนหนึ่ง จำนวนเลขนั้นคือ 666

ดังนั้น สำหรับหนัง ที่เอา 666มาเป็นปานบนหัวเด็ก ก็อาจจะเพี้ยนไปจากไบเบิ้ลนิดหน่อยเพราะที่จริงตัวสัตว์ร้าย ไม่ได้มีเลข666 แต่มันจะตีตราเลขนี้บนตัวคนที่จงรักภักดีต่อมัน และ 666 คือเลขที่เป็น "จำนวนเลขของนาม" ของมัน

มีคนพยายามถอดระหัสออกมาหลายคน ว่า 666 นั้นคือชื่อว่าอะไร ที่น่าสนใจคือ มีจอมเผด็จการทรราชย์หลายคนที่ถอดรหัสชื่อออกมาเป็น666ได้ เช่นจักรพรรดิ์เนโร ฮิตเลอร์ ฯลฯ

เช่น ถ้าให้ A = 100, B = 101, C = 102, D = 103 ...

เมื่อมาคำนวนกับคำว่า Hitler จะมีค่าเท่ากับ H + I + T + L + E + R = 107 + 108 + 119 + 111 + 104 + 117 = 666

- newmana.com

คณาเทพในลัทธิเต๋า

posted on 29 Apr 2007 15:55 by cutieparade  in Faith

ลัทธิเต๋า (ภาษาจีน: 道教, พินอิน: Dàojiao) เป็นลัทธิหรือศาสนาที่เกี่ยวข้องกับการมีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ โดยคำว่า เต๋า หมายถึง "หนทาง"

เล่าจื๊อเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งที่ได้เขียนเรื่องราวการประพฤติตนเป็นแบบแผนของเต๋าในชื่อหนังสือว่า เต๋าเต็กเก็ง (Tao Te Ching - 道德經)

เดิมนั้น เต๋า คือลัทธิหรือคำสอน ว่าด้วยการหลีกลี้จากสิ่งที่ไม่เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ มีคัมภีร์หลักคือ เต๋าเต็กเกง ที่มีถ้อยคำลุมลึกตามแต่คนอ่านจะตีความ เชื่อว่านิพนธ์โดยปรมาจารย์ เล่าจื้อ ถึงแม้นักวิชาการในปัจจุบันจะไม่มั่นใจว่าจริงๆแล้วมีปรมาจารย์เล่าจื้อจริงหรือไม่ก็ตาม เมื่อต่อมาศาสนาทั้งหลายต่างแข่งขันกันในจีนมากเข้า ลัทธิเต๋าก็ค่อยๆแปรรูปจนออกห่างจากคำสอนเดิมจนกระเดียดใกล้กับไสยศาสตร์เวทมนต์คาถามากขึ้นๆจนกลือนกันสนิท ดังนั้นเราจึงเห็นสัญลักษณ์ของลัทธิเต๋าคือวงกลมหยินหยางนั้นเป็นส่วนหนึ่งของผู้มีคาถาอาคมในหนังจีนจนชินตา ด้วยเหตุที่แก่นแท้ของลัทธิวิปริตฟั่นเฝือจนกลายเป็นลัทธิเวทมนต์ ไสยศาสตร์ จนเลยเถิดไปเกี่ยวข้องกับการปรุงยาอายุวัฒนะเพื่อไม่แก่ไม่ตายนี่เอง บรรดาทวยเทพ ปีศาจในลัทธิเต๋าจึงมีมากมาย จนแม้แต่ปรมาจารย์เล่าจื้อเองก็กลายเป็นหนึ่งในผู้วิเศษที่ลงมาสังหารคนคดในพงศาวดารเรื่องห้องสินได้ก็มีเป็นต้น (ห้องสิน,Feng-shen Yen-i - ตอนเกียงจูแหย {บ้างก็ออกเสียงว่า เจียงจื่อหยา,Chiang Tzu-ya} ทำลายค่ายกลทั้ง 10 ของฝ่ายพระเจ้าติวอ๋อง ที่มีบุนไท้สือนำทัพมา) ดั้งนั้นคณาเทพในลัทธิเต๋าจึงไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับหลักปรัชญาเต๋าเท่าไรนักก็ได้ ขอเพียงมีความสามารถอันเนื่องด้วยคติลัทธิที่ฟั่นเฝือแล้วนั้นเป็นอันใช้ได้ เทพที่สำคัญๆก็มี

1) ปรมาจารย์ผู้บริสุทธิ์ทั้งสาม (Three Pure Ones - 三清 - San Ch'ing Tao-tsu) เทพหรือที่จริงควรเรียกว่าปรมาจารย์หรือเซียนทั้งสามนี้ว่ากันว่าคือผู้ที่เป็นตัวแทนของสภาวะของจักรวาลและในส่วนองค์สุดท้ายก็คือผู้ก่อตังลัทธิเต๋า

1.1 หยูจิง (Jade Pure - Yu-Ch'ing)
ในพงศาวดารห้องสิน ให้เสียงว่า ง่วนสีเทียนจุ๋น ตำนานกล่าวว่า ง่วนสีเทียนจุ๋น เป็นลูกของปันก.(Pan Ku) ปฐมสิ่งมีชีวิต และเคยเป็นจักรพรรดิหยก หรือเง็กเซียนฮ่องเต้ในสมัยหนึ่งแล้วสละตำแหน่งด้วยเบื่อหน่ายความเลวของมนุษย์ เป็นสัญลักษณ์ของพลังของจักรวาล

1.2 ชางจิง (Upper Pure - Shang-Ch'ing)
มีอีกชื่อว่า ลิงโปเทียนจุ๋น เป็นปรมาจารย์ผู้คิดค้นวิธีควบคุมการแปรเปลี่ยนของพลังหยินหยาง และเป็นสื่อกลางระหว่างโลกกับสวรรค์ และเป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นมหาวิสุทธิ์ * องค์นี้ไม่พบว่าในห้องสินให้ชื่อว่ากระไร ใครรู้เสริมให้ด้วยครับ

1.3 ไท่จิง (Great Pure - T'ai-Ch'ing) หรือ เล่าจื้อ(Lao Tzu)
ก็คือปรมาจารย์เล่าจื้อที่เชื่อกันว่าแต่งคัมภีร์เต๋าเต็กเก็งนั่นเอง ในห้องสินให้ชื่อว่า โลจู๊เทียนจุ๋น ว่ากันว่า ปรมาจารย์ทั้งสามนี้มีศักดิ์สูงส่งกว่าแม้กระทั่งเง็กเซียนฮ่องเต้ด้วยซ้ำไป

2. คณาเทพแห่งสรวงสวรรค์

2.1 เง็กเซียนฮ่องเต้ (นิยมแปลเป็นอังกฤษว่า The Jade Emperor )
มีนามเรียกขานหลากหลาย เช่น เง็กอ๊วงไต่ตี่ เทียนฮ๊วง เหล่าโจ๊วกง ทีกง มีกำเนิดไม่แน่ชัดนัก ในบางตำราว่า เง็กเซียนฮ่องเต้ดำรงอยู่แล้วแต่ครั้งโบราณ แต่ได้ปกครองสวรรค์และโลกเมื่อง่วนสีเทียนจุ๋น สละตำแหน่ง และในอนาคตเง็กเซียนฮ่องเต้ก็จะมอบตำแหน่งนี้ให้เทพผู้อื่นเช่นกัน (New Larousse Encyclopedia of Mythology พิมพ์ครั้งที่ 8 ค.ศ. 1973 หน้า 381) ในขณะที่ Chinese Gods (Keith Steven พิมพ์ครั้งแรก ค.ศ.1997 หน้า 59 ) กล่าวว่า เง็กเซียนฮ่องเต้คือขุนพลผู้หนึ่งในห้องสินที่เกียงจูแหยได้แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนี้ด้วยความบังเอิญ. หนังสือเทพเจ้าจีน ของพันธลักษณ์ ให้รายละเอียดไว้ว่า ประสูติเมื่อ วันที่ 9 เดือน 1 ตามปฏิทินจันทรคติจีน ขึ้นเป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ วันที่ 6 เดือน 11 แต่ในห้องสินของไทยนั้นกลับมีเง็กเซียนฮ่องเต้อยู่แล้วในสัมยห้องสิน แต่ไทยเราแปลออกเป็นแบบไทยว่าพระอิศวรเสีย น่าสังเกตอยู่เหมือนกัน

2.2 พระนางซิหวังหมู่ (Hsi Wang-mu) เจ้าแม่แห่งสวรรค์ตะวันตก
เจ้าแม่ซิหวังหมู่มเหสีของเง็กเซียนฮ่องเต้คือเทวราชินีผู้ควบคุมกาลเวลาและมิติ รวมทั้งความตาย เจ้าแม่มีที่ประทับที่เขาคุนหลุน ทั้งยังมีสวนท้อทิพย์ที่ใช้จัดเลี้ยงบรรดาเซียนทุกๆ 3,000 ปี ดังนั้นรุปของเจ้าแม่จึงมักถือทิพย์เป็นสัญลักษณ์ เจ้าแม่ซิหวังหมู่ยังเป็นเทพีแห่งการร่วมสังวาสอีกด้วย

- pramool.com

กุมารี

posted on 15 Nov 2007 11:55 by cutieparade  in Faith

 

กุมารี คือ เทพธิดาผู้มีชีวิตจริงของชาวเนปาล ที่เชื่อว่าเป็นเทวีทาเลจูมาจุติเกิด มาจากการสรรหาจากเด็กหญิงจากวรรณะล่าง และเป็นที่เคารพของผู้นับถือศาสนาฮินดู จนกระทั่งเทวีทาเลจูมาออกจากร่าง ซึ่งจะนับเมื่อเด็กหญิงผู้นั้นมีประจำเดือน หรือได้รับบาดแผลจนมีเลือดออกจากร่างกายเป็นจำนวนมาก

ประวัติ

ตามประวัติมีหลักฐานว่า ในประเทศอินเดีย ประเพณีเกี่ยวกับ "กุมารี" มีมานานมากกว่า 2,600 ปี และเผยแพร่เข้าสู่ประเทศเนปาลในราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 โดยฮารี สิงห์ เดวา ที่หลบหนีมาจากทางอินเดียตอนเหนือ เขาได้นำความเชื่อนี้ติดตัวมาด้วย แต่มีหลักฐานที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรถึงพิธีการคัดเลือกกุมารี การแต่งตัวของกุมารี และ ความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อกุมารี ไว้เมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 13

ในเนปาล มีตำนานปรัมปราเกี่ยวกับ "กุมารี" มากมาย แต่ที่เลื่องลือและ น่าเชื่อถือที่สุด คือ ตำนาน ของกษัตริย์เนปาล องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์มัลละ ขณะที่พระองค์กำลังเล่นทอยลูกเต๋า (บางแห่งก็ว่าสะบ้า) กับ เทวีทาเลจู เทพผู้ปกป้องรักษาราชวงศ์ของพระองค์ วาบหนึ่งในความนึกคิด พระองค์ทรงหลงใหลในความงดงามของ เทวีทาเลจู มาก และทรงคิดว่านางงามกว่ามเหสีของพระองค์เสียอีก ขณะเดียวกัน เทวีทาเลจู ก็อ่านความคิดนั้นออก จึงยุติการเล่นทอย ลูกเต๋าทันที นางตำหนิพระองค์ และประกาศว่า ต่อไปนี้ถ้าพระองค์จะพูดคุยกับนางอีก ก็จะไม่อยู่ในร่างของ เทวีทาเลจู ให้ทรงเห็น แต่นางจะเป็น เด็กหญิงจากวรรณะล่าง และพระองค์จะต้องออกจากพระราชวังไปสักการะนาง ซึ่งอยู่ในร่างของเด็กหญิงจากวรรณะล่างเท่านั้น

การสรรหากุมารี

การสรรหากุมารี การตรวจดูว่าเด็กหญิงคนนั้นมี ลักษณะของเทพ หรือไม่ จะต้องเป็นผู้มี รูปร่างเหมือนต้นกล้วย ขาเหมือนขากวาง หน้าอกเหมือนสิงห์ ลำคอเหมือนหอยสังข์ นํ้าเสียงสดใสและอ่อนนุ่ม เมื่อคัดเลือกได้แล้ว เด็กหญิงคนนั้นจะต้องจากครอบครัวของเธอมาอาศัยอยู่กับครอบครัวของผู้ดูแลภายในวังใหญ่ที่เรียกว่า การ์

วังของกุมารี

ก่อสร้างด้วยอิฐ เป็นอาคารสูง 3 ชั้น มีหน้าต่างไม้เจาะรอบๆ สร้างขึ้นตามรูปแบบของวัด ไม้ที่แกะสลักโดยรอบนั้นจะเป็นเรื่องราวของฮินดูปกรฌัม ที่มีอายุกว่า 250 ปี (วังที่เมืองกาฏมัณฑุ) ตามปกติ "กุมารี" จะต้องเดินบนผ้าชนิดพิเศษ ที่ปูเป็นทางในวัง เนื่องจากมีข้อห้ามไม่ให้เท้าของเธอสัมผัสพื้นดิน นอกจากนี้ "กุมารี" ยังถูกห้ามไม่ให้ออกไปเล่นข้างนอก ในช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ยกเว้นเวลาที่ต้องปรากฏ ตัวต่อหน้าสาธารณชน ในงานเทศกาลสำคัญต่างๆ เท่านั้น ซึ่งมีประมาณ 13 ครั้งต่อปี

ชีวิตของ "กุมารี" มีข้อจำกัดข้อห้ามมากมาย แต่เด็กสาวชาวเนปาลส่วนใหญ่ที่เป็น ชาวศากยะ ก็ต้องการที่จะเป็น "กุมารี" เพราะมีเกียรติสูง และครอบครัวของเธอก็จะได้รับการดูแลจากรัฐบาลเป็นอย่างดี

"กุมารี" ของชาวเนปาล จะมีทั้งในเมืองหลวง คือ กาฐมาณฑุ และเมืองสำคัญอื่นๆ เช่นที่ ปาฎัน.

เพิ่มเติม - www.komchadluek.net/column/pra/2005/05/02/02.php