บูเช็กเทียน

posted on 31 Oct 2007 15:49 by cutieparade in History, People

 

บูเช็กเทียน จักรพรรดินีแห่งจีน มีพระชนมายุได้ 82 พรรษาก็เสด็จสวรรคต ก่อนหน้านั้นพระนางทรงสละราชสมบัติพระราชทานคืนให้แก่พระโอรส และรื้อฟื้นราชวงศ์ถัง ขึ้น นอกจากนี้พระองค์ยังทรงประกาศนิรโทษกรรมให้แก่ ฮองเฮาหวัง พระมเหสีองค์ก่อนของถังเกาจง ซึ่งถูกพระนางใส่ร้ายจนถูกสำเร็จโทษ นอกจากนี้ยังมีพระบรมราชโองการให้ลบพระปรมาภิไธยของพระนางออกจากรายพระนามฮ่องเต้เสีย ให้คงไว้แต่ว่าพระองค์เป็นฮองเฮาในฮ่องเต้ถังเกาจงเท่านั้น หลังจากพระนางสวรรคตแล้ว พระบรมศพถูกฝังไว้ร่วมกับ ถังเกาจง พระสวามี ณ สุสานหลวงเฉียงหลิงมณฑลส่านซีภาคตะวันตกของจีน และได้สร้างศิลาจารึกไร้อักษรไว้หน้าสุสานด้วย ศิลาจารึกไร้อักษรนี้มีชื่อเสียงดังอุโฆษไปทั่วโลก เพราะว่าความสำเร็จความล้มเหลวและความผิดถูกดีเลวของจักรพรรดินีพระองค์นี้ไม่จำต้องจารึกไว้เป็นตัวอักษร หากแต่ให้ชนรุ่นหลังพิจารณาเองเอง

มีกลอนบทหนึ่งซึ่งแต่งไว้ให้แก่ฮ่องเต้หญิงพระองค์นี้ ได้มีการแปลเป็นไทยได้ความว่า

นับเป็นบุญ ช่วยหนุนนำ หรือกรรมซัด
สวรรค์จัด ให้กำเนิด เกิดใต้ฟ้า
ฤานรก บีฑาคน ดลเธอมา
ลงเป็นข้า ในพระองค์ ถังไท่จง
เป็นสตรี ถือดีมา กว่าหญิงอื่น
กล้าหยัดยืน ฝืนชะตา ที่ฟ้าส่ง
ขอลิขิต ขีดเส้นทาง อย่างทะนง
เป็นนางหงส์ คงเคียงคู่ หมู่มังกร
ใครกำหนด กดสตรี มิแจ้งเกิด
บุรุษเลิศ ประเสริฐล้ำ นำหน้าก่อน
ส่วนนารี สิอยู่หลัง ดังขั้นตอน
คือคำสอน กลอนโบราณ สานสืบมา
เปลี่ยนแนวคิด ขีดเส้นใต้ ให้คำใหม่
ขอก้าวไกล ไปเป็นหนึ่ง ซึ่งเหนือหล้า
เป็นฮ่องเต้ ยอดหญิงเหล็ก เสกบัญชา
ฤทธิ์เทียมฟ้า นางพญา บูเช็กเทียน

  

จากเว็บ writesara.com ค่ะ

บูเช็กเทียนเป็นจักรพรรดินีเพียงพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์ขอ งประเทศจีน ชีวิตของพระนางนั้นประดุจดั่งเทพนิยาย ทำให้ชนรุ่นหลังมีนานาทรรศนะต่อพระองค์ ซึ่งมีคำติและคำชม
บูเช็กเทียนหรือหวู่เจ๋อเทียน เกิดในคริสต์ศักราช 624 ในตระกูลสามัญชน เมื่ออายุได้ 14 ปี นางก็ถวายตัวเป็นนางสนมของพระเจ้าถังไท่จง จักรพรรดิองค์ที่ 2 แห่งราชวงศ์ถัง และเพราะนางอิ่มเอิบด้วยเสน่ห์และความเย้ายวน จึงได้รับพระราชทานนามจากพระเจ้าถังไท่จงว่า "เม่ยเหนียง" ซึ่งมีความหมายว่า "นางผู้ทรงเสน่ห์" ส่วนพระนาม "เจ๋อเทียน" นั้น นางตั้งให้แก่ตนเองภายหลังที่ขึ้นครองราชย์แล้ว ซึ่งมีความหมายว่า "ปกครองบ้านเมืองตามกฎธรรมชาติและดูเยี่ยงอย่างฟ้าดิน"

(พระเจ้าถังไท่จงนี่ก็เข้าข่าย วีรบุรุษยากผ่านด่านนางงาม ชื่อเดิมก่อนครองราชย์ คือ หลี่ซื่อหมิง (แฟนานุแฟน มังกรคู่สู้สิบทิศ คงรู้จักดี) หลี่ซื่อหมิง ช่วยพระบิดาของตนเองซึ่งเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ ถัง ปราบปรามความสงบทั่วแผ่นดิน ตามธรรมเนียมของการผลัดเปลี่ยนแย่งชิงแผ่นดิน ของบรรดาปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ต่างๆ ทั้งๆที่หลี่ซื่อหมิ่นเป็นผู้มีความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊ สุดท้ายก็ยังไม่อาจต้านทาน เสน่ห์โฉมสะคราญได้)


พระเจ้าถังไท่จง

ตั้งแต่วัยเยาว์บูเช็กเทียนมีนิสัยใจคอที่แตกต่างจากสตรีคนอื่น ๆ โดยพระเจ้าถังไท่จงทรงมีม้าพยศตัวหนึ่ง ไม่มีผู้ใดสามารถฝึกให้เชื่องได้ วันหนึ่ง บูเช็กเทียนกราบทูลพระเจ้าถังไท่จงว่า “ข้าพระองค์สามารถฝึกมันให้เชื่องได้ แต่ต้องการแส้เหล็กและดาบ คือ ข้าพเจ้าจะใช้แส้เฆี่ยนมันก่อน หากมันไม่เชื่อง ก็ทุบหัวของมัน ถ้ายังไม่เชื่องอีก ก็ใช้ดาบปาดลำคอของมันให้ขาดเสีย” เมื่อพระเจ้าถังไท่จงได้สดับดังนั้นก็รู้สึกสะเทือนพระทัยยิ่ง ทรงเห็นว่านางสนมที่อยู่ในกรอบจารีตประเพณีไม่ควรกล่าวคำพูดทำนองดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าถังไท่จงจึงจับตามองนางเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม หลี่จื้อรัชทายาทของพระองค์กลับชื่นชอบบูเช็กเทียนผู้มีอายุแก่ กว่าตนเองถึง 4 ปี

เมื่อพระเจ้าถังไท่จงเสด็จสวรรคตไปแล้ว ตามจารีตประเพณีของวังหลวงในขณะนั้น บูเช็กเทียน ต้องไปบวชเป็นชีที่วัด แต่หลี่จื้อซึ่งเป็นรัชทายาท และพระราชบัลลังก์ขึ้นเป็นพระเจ้าถังเกาจง ยังเสน่หาในตัวนาง สุดท้ายก็ไปรับนางกลับเข้าวังและแต่งตั้งบูเช็กเทียนเป็นพระสนม คนโปรด จนต่อมาได้เลื่อนศักดิ์สูงขึ้นเป็นพระมเหสีสมความปรารถนาของบูเ ช็กเทียน เนื่องจากพระเจ้าถังเกาจงทรงเป็นคนเจ้าอารมณ์และจิตใจลังเลไม่ม ีความเฉียบขาด นางก็มีส่วนช่วยพระเจ้าถังเกาจงในกิจการบ้านเมืองอยู่เสมอ

เมื่อได้เป็นพระมเหสีแล้ว นางก็ยิ่งทำลายประเพณีที่ห้ามสตรีมีส่วนร่วมในกิจการบ้านเมืองม ากขึ้น โดยนางมีส่วนร่วมในการวางแผนกิจบ้านเมืองโดยตรง เรื่องสำคัญต่างๆพระเจ้าถังเกาจงต้องปรึกษากับนางทุกเรื่อง จนขุนนางทั้งหลายถวายพระนามทั้งสองพระองค์ว่า “เอ้อเซิ่ง” หรือ “สองพระบรมราชา”

หลังจากที่พระเจ้าถังเกาจงเสด็จสวรรคตแล้ว พระโอรสสองพระองค์ของพระเจ้าถังเกาจงก็ได้ขึ้นครองราชย์ตามลำดั บ แต่ทว่าผู้ที่กุมอำนาจแท้จริง คือ พระนางบูเช็กเทียน เมื่อพระนางมีพระชนมมายุ 67 พรรษา พระนางได้เลิกล้มจักรพรรดิหุ่น และขึ้นครองราชย์บัลลังก์เป็นจักรพรรดินี และประกาศเปลี่ยนชื่อราชวงศ์จาก “ถัง” มาเป็น “โจว”

จักรพรรดินีบูเช็กเทียนทรงพระปรีชาสามารถในการปกครองบ้านเมือง พระองค์ทรงส่งเสริมการเกษตร ลดหย่อนภาษี นอกจากนี้ ยังทรงมีพระราชกรณียกิจเลี้ยงไหมและทำนาด้วยพระองค์เอง และทรงเป็นตัวอย่างแก่ขุนนางทั้งหลายในการเห็นอกเห็นใจประชาชน พระนางบูเช็กเทียนทรงครองราชย์สมบัติ 15 ปี ภายใต้การปกครองของพระนางนั้น ประเทศจีนมีกำลังเข้มแข็งเกรียงไกร มีเสถียรภาพทางสังคม มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และสามารถป้องกันทัพของศัตรูที่เข้ามารุกรานให้ถอยกลับไปได้สำเ ร็จหลายครั้ง

เมื่อจักรพรรดินีบูเช็กเทียนทรงมีพระชนมมายุได้ 82 พรรษา ก่อนเสด็จสวรรคตไม่นาน พระนางได้ทรงสละราชสมบัติให้แก่พระโอรส และรื้อฟื้นราชวงศ์ “ถัง” ขึ้น และหลังจากพระนางเสด็จสวรรคตแล้ว พระศพของพระองค์ได้ฝังไว้ร่วมกับพระเจ้าถังเกา-จง พระสวามี ณ สุสานหลวงเฉียงหลิง มณฑลส่านซี ในภาคตะวันตกของประเทศจีน และได้สร้างศิลาจารึกไร้อักษรไว้หน้าสุสานด้วย ศิลาจารึกไร้อักษรนี้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เพราะว่าความสำเร็จ ความล้มเหลว และความผิด ความถูกของจักรพรรดินีบูเช็กเทียน พระนางไม่ต้องการให้เหล่าขุนนางจารึกไว้เป็นอักษร หากแต่ให้ชนรุ่นหลังพิจารณาเอาเอง

 

จาก oknation.net ค่ะ

 

บูเช็กเทียนเกิดในปี ค.ศ 624 อายุ 14 ปีก็ได้รับการคัดเลือกเข้าวังเป็นนางสนมของถังไท่จง ซึ่งเป็นฮ่องเต้องค์ที่สองของราชวงค์ถัง และได้แสดงนิสัยที่กล้าหาญและเด็ดขาดตั้งแต่ต้น ๆ เวลานั้นถังไท่จงมีม้าดุตัวหนึ่ง ไม่มีใครสักคนสามารถขึ้นนั่งฝึกม้าตัวนี้ได้ บูเช็กเทียนก็บอกกับถังไท่จงว่า ตนเองสามารถปราบม้าตัวนี้ได้ แต่ต้องใช้แส้เหล็กและกริช จะใช้แส้เหล็กตีก่อน ถ้ามันไม่ยอม ก็จะตีหัวม้า ถ้ายังไม่ยอมอีก ก็จะเอากริชเชือกคอมัน ถังไท่จงฟังแล้วตกใจมาก รู้สึกกว่านางสนมที่เคร่งรัดถือตัวไม่ควรพูดจาแบบนี้ แต่มกุฏราชกูมารหลี่จื้อกลับติดใจและหลงรักบูเช็กเทียนที่มีอายุมากกว่าเขา 4 ปี (ตรงนี้ เข้าตำราเอาน้ำตาลมาใกล้มด ปลาย่างไว้ใกล้แมว นั่นแหละครับ)

หลังจากฮ่องเต้ถังไท่จงสวรรคตแล้ว บูเช็กเทียนต้องไปบวชตามข้อกำหนดของวัง (บ้างก็ว่าเพราะองค์ฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องความสัมพันธ์กับพระโอรส  แต่ด้วยความเสน่หาจึงไม่ทรงสั่งประหาร  แต่ให้ไปบวชชีแทน) หลี่จือได้สืบพระราชสมบัติเป็นฮ่องเต้ถังเกาจง ฮ่องเต้หลี่จื้อไม่เคยลืมบูเช็กเทียนสักที ไม่นานต่อมาก็รับนางกลับเข้าวังอีก และตั้งเป็นพระนางสนมองค์ใหญ่ แต่บูเช็กเทียนยังไม่พอใจที่เป็นแต่นางสนม มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นพระมเหสีให้ได้ จึงคิดเล่ห์กลที่โหดร้ายขึ้น เวลานั้นพระมเหสีแซ่หวางไม่สามารถตั้งครรภ์คลอดลูกให้กับฮ่องเต้อถังเกาจง แต่นางก็ชอบเด็ก ๆ มาก มีวันหนึ่งพระมเหสีไปเยี่ยมบูเช็กเทียนที่เพิ่งคลอดลูกสาว พอมเหสีลากลับ บูเช็กเทียนก็หนีบคอฆ่าตายลูกสาวของตน แล้วเอาผ้าห่มคุมไว้ อีกสักครู่ ถังเกาจงมาเยี่ยมเด็ก พอเปิดผ้าห่มแล้วพบว่าเด็กเสียชีวิตแล้ว รู้สึกตระหนกตกใจยิ่ง คิดว่ามเหสีหวางฆ่าเด็กคนนี้ ตั้งแต่นั้นมาจึงเกลียดชังมเหสีหวางมาก ต่อจากนั้น บูเช็กเทียนก็เล่นกลอีกหลายครั้ง สุดท้ายทำให้ถังเกาจงต้องยุบตำแหน่งมเหสีหวาง และแต่งตั้งบูเช็กเทียนขึ้นเป็นมเหสีแทน (ตรงนี้ มันก็เป็นเรื่องราวที่เล่ากัน Z ไปหมดเท่านั้นนะครับ โดยส่วนตัว ผมไม่คิดว่าพระนางบูเช็กเทียนจะทรงฆ่าพระธิดาที่แสนน่ารักหรอกครับ  แต่อาจเป็ฯไปได้ว่า  พระธิดาทรงสิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุในการเลี้ยงดูมากกว่า  แล้วบูเช็กเทียนเลยถือโอกาสโละทิ้งซะเลย)

หลังจากถังเกาจงหลี่จื้อขึ้นครองราชย์ก็รับตัวบูเช็กเทียนเข้าวังมา ด้วยการสนับสนุนจากหวางฮองเฮาที่กำลังขัดแย้งกับสนมเซียว และต่างฝ่ายต่างคอยให้ร้ายกัน ต่อมาในปี 655 ถังเกาจงคิดจะปลดหวังฮองเฮา และตั้งบูเช็กเทียนขึ้นแทน แต่เสนาบดีเก่าแก่ ฉางซุนอู๋จี้และะฉู่ซุ่ยเหลียง แสดงท่าทีคัดค้าน ส่วนหลี่อี้ฝู่และสี่ว์จิ้งจงแสดงความเห็นคล้อยตาม ต่อมาเมื่อถังเกาจงปลดหวังฮองเฮา แต่งตั้งบูเช็กเทียนขึ้นเป็นฮองเฮาแทน ฉางซุนอู๋จี้ ฉู่ซุ่ยเหลียงและกลุ่มที่คัดค้านต่างทยอยถูกปลดจากตำแหน่ง บ้างถูกบีบคั้นให้ฆ่าตัวตาย (ไม่แน่ใจว่าพระนางทรงแต่งตั้ง คตส. มาช่วยดำเนินการในเรื่องนี้หรือไม่)

ส่วนหวังฮองเฮาและสนมเซียวก็ไม่อาจรอดพ้นชะตากรรมได้ ภายหลัง ถังเกาจงร่างกายอ่อนแอ ล้มป่วยด้วยโรครุมเร้า ไม่อาจดูแลราชกิจได้ บูฮองเฮาเข้าช่วยบริหารราชการแผ่นดิน จึงเริ่มกุมอำนาจในราชสำนัก สุดท้ายสามารถรวบอำนาจไว้ทั้งหมด

ปี 683 ถังเกาจงหลี่จื้อสิ้น รัชทายาท หลี่เสี่ยนโอรสองค์ที่สามของบูฮองเฮาขึ้นครองราชย์ต่อมา พระนามว่าถังจงจงปีถัดมา บูเช็กเทียนปลดถังจงจงแล้วตั้งเป็นหลูหลิงหวัง จากนั้นตั้งหลี่ตั้นราชโอรสองค์ที่สี่ขึ้นครองราชย์แทน พระนามว่าถังยุ่ยจงแต่ไม่นานก็ปลดจากบัลลังก์เช่นกัน

ระหว่างนี้ กลุ่มเชื้อพระวงศ์ตระกูลหลี่และขุนนางเก่า ที่ออกมาต่อต้านอำนาจของตระกูลบูล้วนถูกกำจัดกวาดล้างอย่างเหี้ยมโหด ฐานอำนาจของกลุ่มตระกูลหลี่อ่อนโทรมลงอย่างมาก กระทั่งปี 690 บูเช็กเทียนประกาศเปลี่ยนราชวงศ์ถังเป็นราชวงศ์โจวหรือในประวัติศาสตร์จีนเรียกว่า ราชวงศ์อู่โจว มีนครหลวงที่ลั่วหยาง ตั้งตนเป็นจักรพรรดินี ทรงอำนาจสูงสุด ด้วยวัย 67 ปี ถือเป็นจักรพรรดินีองค์แรกและองค์เดียวในประวัติศาสตร์จีน

 

พอบูเช็กเทียนได้ขึ้นครองราชบัลลังค็์แล้ว ก็สั่งข้าราชบริหารให้ประหารชีวิตผู้ที่คัดค้าน และประหารชีวิตเชื้อพระวงค์ของถัง รวมทั้งลูกของตนซึ่งเป็น ผู้ที่สืบพระราชสมบัติของราชวงค์ถังก็ไม่ยอมปล่อยให้รอดชีวิต จึงมีเหตุการณ์รบเกิดขึ้น ขุนนางซ่างกวนหยีและลั่วปินหวางของราชวงค์ถังตั้งใจจะฟื้นฟูราชวงค์ถัง และนำทหารกบฏขึ้นที่เมืองหยางโจว ขุนนางลั่วปินหวางได้แต่งบทความต่อต้านบูเช็กเทียนและติดประกาศไปทั่วประเทศ บูเช็กเทียนก็ได้เห็นบทความบทนี้ พออ่านถึงเนื้อหาส่วนที่เกี่ยวข้องกับฐานะครอบครัวอันต่ำด้วยของตน บูเช็กเทียนพยักหน้าและยิ้ม เมื่ออ่านจบลงก็ถามว่า ใครแต่งบทความนี้ ขุนนางตอบว่าคือลั่วปินหวางแต่งขึ้น บูเช็กเทียนกล่าวว่า บุคคลที่มีความสามารถสูงอย่างนี้ จะให้เขาตกต่ำอยู่ในหมู่ชาวบ้านได้ไง ว่าแล้วบูเช็กเทียนก็สั่งให้นายพลนำทหาร 3 แสนนายไปโจมตีซ่างกวนหยีและประหารชีวิตนายซ่างกวนหยีกับนายลั่วปินหวางเสีย (ที่จริงถ้าซ่างกวนหยีรู้จักเจียมตัวสักหน่อย ก็คงรอดตาย แค่เปลี่ยนอาชีพไปกวนลูกหยีขายซะให้สมชื่อ)

แต่อีกด้านหนึ่ง บูเช็กเทียนก็ส่งเสริมการทำไร่ไถนา เผยแพร่ระบบสอบ จงหงวน ให้ตำแหน่งสูงแก่บุคคลที่มีความสามารถ ควบคุมเชื้อพระราชวงค์หรือผู้ที่สนิทชิดเชื้อกับเธอ ยกฐานะของสตรีให้สูงขึ้น บูเช็กเทียนเป็นฮ่องเต้อยู่ 15 ปี แต่เวลาที่บริหารบ้านเมืองจริง ๆ เกือบ 50 ปี ภายใต้การปกครองของเธอ ประเทศจีนมีความเข้มแข็ง สังคมสงบสุข ประชากรเพิ่มมากขึ้น เศรษฐกิจพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และได้ตีโต้กลับศัตรูที่มารุกรานหลายครั้ง ทำให้ราชวงค์ถังมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่อง (เป็นที่น่าสังเกตว่า พระนางทรงบริหารจัดการกองทัพและการทหารของประเทศชาติได้ดีเสียกว่าฮ่องเต้ชายอกสามศอกที่ทรงไม่ได้ทรงทำอะไรให้เป็นโล้เป็นพาย ได้แต่ยอมเฉือนดินแดนและยกสาวๆ ให้ไปเป็นนางบำรุงบำเรอแก่คนนอกด่าน)

เมื่อถึงปี 705 ขณะที่พระนางบูเช็กเทียนวัย 82 ปี ล้มป่วยลงด้วยชราภาพ เหล่าเสนาบดีที่นำโดยจางเจี่ยนจือก็ร่วมมือกันก่อการ โดยบีบให้บูเช็กเทียนสละราชย์ให้กับโอรสของพระองค์ ถังจงจงหลี่เสี่ยน ทั้งรื้อฟื้นราชวงศ์ถังกลับคืนมา ภายหลังเหตุการณ์ไม่นาน บูเช็กเทียนก็เสด็จกสวรรคต (เชื่อเหอะครับว่า ถ้าพระนางไม่ทรงมีพระพลานามัยที่ทรุดโทรมจนล้มป่วยละก็ การกระทำ คปค.ในครั้งนี้คงไม่ประสบผลสำเร็จเป็นแน่ หรือไม่ก็ไม่มีใครกล้าทำ)

 

บูเช็กเทียนมีพระชนมายุ 82 พรรษา หลังสวรรณคตแล้วฝังร่วมกับฮ่องเต้ถังเกาจง และได้ตั้งแท่นศิลาจารึกอยู่หน้าสุสาน แท่นศิลาจารึกนี้เป็นหินก้อนเดียว สูงเกือบ 10 เมตร กว้าง 2 เมตร มีการแกะสลักสวยงามประณีต แต่ไม่มีตัวอักษรสักคำ จึงลือชื่อในโลก คนรุ่งหลังมีความคิดเห็นหลายอย่าง บางคนเห็นว่าบูเช็กเทียนได้โค่นล้มระบอบอำนาจผู้ชายที่สืบทอดกันมาของจีน เธอรู้ว่าตนเองมีความผิดใหญ่มาก ไม่กล้าแต่งเนื้อหาที่สรรเสริญตน บางคนเห็นว่าสาเหตุคือบูเช็กเทียนร่วมฝังกับฮ่องเต้ถังเกาจง ไม่รู้จะใส่นามสกุลและชื่อราชวงค์ของตน อยู่หน้าหรือหลังนามสกุลของฮ่องเต้ถังเกาจงจึงจะเหมาะสม ก็เลยใช้ศิลาจารึกที่ไม่มีตัวอักษรเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ แต่ผู้คนส่วนข้างมากเห็นว่า การที่บูเช็กเทียนตั้งศิลาจารึกที่ไม่มีตัวอักษรนั้นเป็นการกระทำที่ฉลาด พวกเธอรู้ว่าคนรุ่นหลังอาจจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานาต่อเธอ การแต่งประวัติบนศิลาจารึกไม่สามารถรวบรวมเรื่องราวอันหลากหลายชั่วชีวิตของตนได้ จึงตั้งศิลาจารึกที่ไม่มีตัวอักษร เพื่อให้คนรุ่นหลังวิจารณ์กันเอาเองแทน (นับว่าเป็นการกระทำที่ถ่อมพระองค์อย่างแท้จริง  โดยไม่ทรงรำเลิกถึงคุณงามความดีที่พระนางได้ทรงกระทำต่อแผ่นดิน หรืออ้างตัวเองว่าเป็นวีรบุรุษอย่างคนในบางรัฐ แล้วเที่ยวบินฟรี และแน่นอนครับ ตรงข้ามกับคนบางคนที่พยายามสร้างภาพตัวเองว่าซื่อสัตย์  แต่แอบทำสิ่งเลวร้ายไว้สารพัด เช่น การกอดเกี่ยวตำแหน่งที่ตัวเองได้อย่างไม่ถูกต้องแบบกระต่ายขาเดียว การเอาผู้สืบสกุลไปเที่ยวเมืองนอกโดยใช้เงินหลวง)

ภายหลังรัชกาลของบูเช็กเทียน สภาพการเมืองภายในราชสำนักปั่นป่วนวุ่นวาย เนื่องจากถังจงจงอ่อนแอ อำนาจทั้งมวลตกอยู่ในมือของเหวยฮองเฮาที่คิดจะยิ่งใหญ่ได้เช่นเดียวกับบูเช็กเทียน เหวยฮองเฮาหาเหตุประหารรัชทายาท จากนั้นในปี 710 วางยาพิษสังหารถังจงจง โอรสองค์ที่สามของถังยุ่ยจง นามหลี่หลงจีภายใต้การสนับสนุนขององค์หญิงไท่ผิงชิงนำกำลังทหารบุกเข้าวังหลวงสังหารเหวยฮองเฮาและพวก ภายหลังเหตุการณ์องค์หญิงไท่ผิงหนุนถังยุ่ยจงขึ้นครองราชย์ แต่งตั้งหลี่หลงจีเป็นรัชทายาท แต่แล้วองค์หญิงไท่ผิงพยายามเข้ากุมอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่เกิดขัดแย้งกับรัชทายาทหลี่หลงจี ปี 712 ถังยุ่ยจงสละราชย์ให้กับโอรส หลี่หลงจีเมื่อขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า ถังเสวียนจง สิ่งแรกที่กระทำคือกวาดล้างขุมกำลังขององค์หญิงไท่ผิง นำพาสันติสุขกลับคืนมาอีกครั้ง (สังเกตว่า ถังยุ่ยจงนี่ ยุ่ยสมชื่อทั้งคุณสมบัติส่วนตัวและการที่พระองค์ทรงทำให้ราชวงศ์ถังยุ่ยไปด้วย)

นี่แหละครับ เรื่องราวของพระนางผู้ครองแผ่นดินจีนตัวจริง  มีเรื่องเล่าว่าพระนางซูสีไทเฮาทรงพยายามสร้างภาพเอาอย่างบูเช็กเทียน  แต่ไม่สามารถปกครองแผ่นดินด้วยพระองค์เอง  แต่ทรงว่าการหลังม่านบงการฮ่องเต้  แต่ทรงไม่เอาไหน สู้พระนางบูเช็กเทียนไม่ได้แบบบอลคนละดิวิชั่น  แต่ก็ด้วยสภาพสังคม การเมือง และวัฒนธรรมของประเทศจีนด้วยแหละครับที่ผลักดันให้อาณาจักรจีนภายใต้การปกครองของราชวงศ์ชิงของพวกแมนจูในเวลานั้น เละเทะยิ่งกว่าโจ๊ก ประกอบกับการรุกรานของพวกฝรั่งอั้งม้อที่อาศัยเทคโนโลยีเหนือกว่า กองทัพมีระบบระเบียบ และยุทธวิธีที่เหนือกว่า แผ่นดินจีนจึงถูกเฉือนครั้งแล้วครั้งเล่า

Comment

Comment:

Tweet

สยดสยองกับชีวิตนางจริงๆ เป็นผู้หญิงที่น่าเกรงกลัวและน่าเกรงขามมาก
ขอบคุณคับ ที่เอามาให้อ่าน

#5 By gorjai on 2007-11-07 16:16

กำลังอ่านมังกรคู่อยู่พอดี หลี่ซื่อหมิงที่ดูไร้ที่ติยังแพ้ภัยสตรีงามหรือเนี่ยsad smile
ว้ายๆๆ สารบัญมาแล้ว ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ รักเจ้าของ blog ที่สุดเลย อ้อนๆๆ confused smile

#3 By Lily Pixel on 2007-11-07 08:09

เพิ่มอีกนิดนึงถ้าจะกรุณา

อยากได้สารบัญ blog ค่ะ exteen เปลี่ยนระบบแล้วมันไม่ขึ้นโชว์กระทู้ก่อนหน้าเหมือนเมื่อก่อน

#2 By Lily Pixel on 2007-11-03 03:05

ฮ่องเต้หญิงคนนี้ทำให้ประทับใจจริงๆ ทำให้นึกถึงฟาโรห์หญิงของอียิปต์อีกคน

แถมต่ออีกนิดนึง ถังเสวียนจง มีหญิงงามเลื่องชื่อในยุคก็คือ หยางกุ้ยเฟย big smile

ช่วงนี้ดูหนังจีนรอบดึกจนได้ประวัติศาสตร์ไปด้วย แหะๆ

#1 By Lily Pixel on 2007-11-03 02:59