โป๊ยเซียน

posted on 04 May 2007 02:57 by cutieparade in Other-Mythology

โป๊ยเซียน(ภาษาจีนกลาง : 八仙; พินอิน : bā xiān; ออกเสียงว่า "ปาเซียน") คือเซียนแปดองค์ ตามความเชื่อในลัทธิเต๋าของจีน เป็นเทพเจ้าที่ชาวจีนนับถือมาช้านาน นับเป็นหนึ่งในบรรดาเซียนนับร้อยๆ องค์ของจีน แต่เทพทั้งแปดนี้ นับว่าเป็นที่รู้จักดีและได้นับการนับถืออย่างกว้างขวางมาก

ในศาลเจ้าตามของหมู่บ้านชาวจีน มักจะมีแท่นบูชาที่ปูด้วยผ้ามีภาพวาดเซียนทั้งแปดรวมเป็นกลุ่ม บ้างก็เป็นภาพเซียนนั่งเรือไปยังงานเลี้ยงของพระนางซีอ๋อง (งานเลี้ยงของทวยเทพและเซียนต่างๆ) บางครั้งก็วาดรวมกับภาพ 18 อรหันต์ในทางพุทธศาสนาด้วย

สมาชิกทั้ง 8 ในกลุ่มของโป๊ยเซียนนั้นแตกต่างกันไปตามยุคสมัย แต่ปัจจุบันนี้โป๊ยเซียนมีด้วยกันดังนี้

ภาษาจีนกลาง

ภาษาจีนแต้จิ๋ว

อักษรจีน

พินอิน

จาง เกว๋าะ เหล่าเตียงก๋วยเล่า張果老Zhāng Guǒ Lǎo
จง หลี เฉวียนฮั้งเจียงลี้鐘离權Zhōnglí Quán
เฉา เกว๋าะ จิ้วเชาก๊กกู๋曹國舅cáo guó jiù
หัน เซียง จื่อฮั้นเซียงจื่อ韓湘子hán xiāng zi
เหอ เซียน กูฮ้อเซียงโกว何仙姑hé xiān gū
หลาน ไฉ เหอน่า ไฉ่ ฮั้ว藍采和Lán Cǎihé
หลวี่ แทว ไกว่ทิ ก๋วย ลี้李鐵拐Lǐ Tiěguǎi
หลวี่ ต้ง ปินลื่อ ตั่ง ปิง呂洞賓Lü Dongbin

เซียนแต่ละองค์ในบรรดา 8 องค์นี้ มีประวัติที่มา และอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แตกต่างกันไป ในปัจจุบันทั้งชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีน ยังนิยมนับถือบูชาโป๊ยเซียนอย่างสม่ำเสมอ นอกเหนือจากเทพเจ้าทั้งสามในกลุ่มฮกลกซิ่วแล้ว


โป๊ยเซียนนั่งเรือข้ามทะเล ภาพจาก Myths and Legends of China,1922
โดย อี. ที. ซี. เวอร์เนอร์ ลำดับตามเข็มนาฬิกา (ในเรือ) ได้แก่
เหอเซียนกู, หันเซียงจื่อ, หลานไฉเหอ, หลวี่ แทว ไกว่, หลวี่ต้งปิน,
จงหลีเฉวียน เฉาเกว๋าะจิ้ว อีกองค์ที่อยู่นอกเรือ คือ จางเกว๋าะเหล่า

ทิก๋วยลี้

ทิก๋วยลี้ เดิมแซ่ หลี่ ชื่อ เหียน เกิดยุคชุนชิว เป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ สติปัญญาเฉลียวฉลาด หน้าตาดี ไม่ชอบทำมาหากินหรือมีครอบครัวเหมือนชาวบ้าน ชอบทางบำเพ็ญตบะถือศีลกินเจ เห็นว่า อำนาจวาสนา ลาภยศสรรเสริญ สมบัติพัสถาน ล้วนเป็นภาพมายา ดุจเมฆหมอกลอยกลางอากาศ ไม่นานก็จางหายไป เมื่อหลี่เหียนพิจารณาเห็นสัจธรรมเช่นนี้ จึงตัดสินใจสละทางโลก อำลาญาติมิตรไปบำเพ็ญพรตอยู่ในถ้ำ จนสามารถถอดกายทิพย์และจิตวิญญาณออกจากร่าง

วันหนึ่งมีนัดต้องไปเข้าเฝ้า ลีเลากุน ผู้เป็นอาจารย์ที่เขาหัวซัน จึงฝากลูกศิษย์ให้ดูแลร่าง จะไปแต่กายทิพย์ ส่วนร่างทิ้งไว้ที่นี่ ถ้าเกิน 7 วันเรายังไม่กลับ ให้เผาร่างได้เลย เมื่อท่านถอดจิตไปแล้ว มารดาผู้เป็นศิษย์ป่วยหนัก คนทางบ้านมาส่งข่าวให้รีบกลับ ศิษย์ไม่อาจทนอยู่เฝ้าร่างได้ จึงนำร่างไปเผาในวันที่ 6 ท่านกลับมาในวันที่ 7 ไม่พบลูกศิษย์ ไม่เห็นร่างของตน ก็เข้าใจ แต่ไม่เคืองไม่แยแสกระไร ไปเข้าร่างขอทานขาพิการที่เพิ่งเสียชีวิต ร่างใหม่ของท่านจึงขาพิการข้างหนึ่ง ดังในรูปทุกวันนี้ เวลาเดินใช้ไม้เท้าเหล็กค้ำ คนจึงเรียกว่า ทิก๋วยลี้


ฮั่นจงหลี

ฮั่นจงหลี เดิมแซ่ จงหลี ชื่อ ฉวน มีชีวิตในสมัยฮั่น เลยเรียกกันว่า ฮั่นจงหลี เป็นบุตรของแม่ทัพ จงหลีจาง วันที่เกิด มีแสงสว่างจ้าไปทั้งจวนแม่ทัพ ผู้คนตกใจคิดว่าไฟไหม้วิ่งไปยังจวนจะดับไฟ พอไปถึงไม่เห็นมีอะไร มีแต่ฮูหยิน ภรรยาแม่ทัพคลอดบุตรเป็นชาย มีลักษณะดีผิดแผกเด็กทั่วไป เมื่อโตขึ้นได้ไต่เต้าเป็นแม่ทัพ คราวหนึ่ง นำทัพไปปราบกบฏคนฮวน เกิดพ่ายศึกยับเยิน ตัวเขาหนีรอดคนเดียวเข้าไปในหุบเขา ได้พบกับนักพรตชรา ว่ากันว่าคือ ทิก้วยลี ได้รับถ่ายทอดเคล็ดบำเพ็ญธรรมต่อมาได้บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเป็นเซียน


ลือต้งปิง

ลื่อต้งปิง หรีอ ลื่อโจ้ว เกิดวันที่ 14 เดือนสี่ สมัยราชวงศ์ถัง เป็นคนเฉลียวฉลาดแต่เด็ก เคยไปสอบจิ้นซื่อสองครั้ง แต่ตก อายุ 64 ท่องเที่ยวพเนจรทั่ว ระหว่างพักโรงเตี๊ยมเมือง หันเอ้อ ได้พบกับอาจารย์ ฮั่นจงหลี ทั้งสองสนทนาเรื่องธรรมะถูกอัธยาศัย ลื่อต้งปิงถอนใจว่า ชีวิตช่างอาภัพ สอบจิ้นซื่อไม่ได้สักครั้ง ฮั่นจงหลีเอาหมอนในย่ามยื่นให้ พร้อมกล่าว เจ้าจงหนุนหมอนใบนี้ ทำให้ทุกอย่างสมหวัง จึงหนุนหมอนหลับไม่รู้ตัว ขณะนั้นเจ้าของโรงเตี๊ยมกำลังนึ่งข้าวเกาเหลียงอยู่ ลื่อต้งปิงได้ฝันเห็นอนาคตว่า ชั่วครู่เดียวชีวิตขึ้นๆลงๆ เปลี่ยนแปลงมากมาย ตั้งแต่สอบได้จิ้นซื่อ เป็นนายอำเภอเมืองลั่วหยังได้เลื่อนตำแหน่งหลายครั้ง กระทั่งเป็นแม่ทัพรบชนะข้าศึก มีอำนาจวาสนา มั่งมีศรีสุข 50 ปี เป็นอัครมหาเสนาบดี 10 ปี ต่อมาถูกปลดออกจากตำแหน่ง ชีวิตตกระกำลำบาก ตื่นขึ้น ฮั่นจงหลีกล่าวว่า เกาเหลียงยังไม่สุก ฝันจบชั่วชีวิต ลื่อต้งปิงแปลกใจ อาจารย์รู้ความฝัน ฮั่นจงหลีว่า ชีวิตงคนก็เป็นเช่นนี้แหละ ลื่อต้งปิงจึงปลงตก ละกิเลส ขอปวารณาเป็นศิษย์ ฮั่นจงหลีได้นำลื่อต้งปิงไปบำเพ็ญเพียรที่เขานกกระเรียนและถ่ายทอดเคล็ดลับ จนสำเร็จเป็นเซียน

เหอเซียนโกว

เหอเซียนโกว เดิมชื่อ ฮ่อค้วง เป็นนางฟ้าหนึ่งเดียวในคณะแปดเซียน เกิดในสมัยราชวงศ์ถัง เป็นชาวเมืองกวงโจว เป็นคนใจบุญและฉลาด วันหนึ่ง ได้พบกับเซียน ลื่อต้งปิง เซียนเห็นวาวส่งผลท้อให้ เมื่อกินผลท้อนั้นแล้วก็ไม่รู้สึกหิวอีก และยังสามารถทำนายทายทักโชคชะตาของคนอื่น คืนวันหนึ่ง เทพยดาได้มาเข้าฝัน บอกให้เธอกินแป้งฮุนบ้อ ทำให้ตัวเบาและไม่ตายเมื่อเธอตื่นขึ้น ลองทำตามในฝัน หลังจากกินแป้งฮุนบ้อแล้ว ปรากฏว่าตัวเบาเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วกว่าปกติ หลังจากนั้น มักขึ้นเขาลงเขาอยู่เสมอ ขากลับยังนำผลไม้ต่างๆ มาฝากมารดาเป็นประจำ

ต่อมา ข่าวลอยไปถึงในวัง พระนางบูเช็กเทียน ได้ส่งคนไปเชิญมาเข้าเฝ้า ระหว่างทาง ปรากฏว่า หายตัวไป คณะเชิญค้นหาเท่าใดก็ไม่พบ ปรากฏภายหลังว่า มีคนเห็นนางขี่เมฆลอยอยู่บนฟ้า จึงรู้ว่าได้สำเร็จเป็นเซียนไปแล้ว

จางกั๋วเหล่า

ตำนานหนึ่งว่า จางกั๋วเหล่า เป็นคนสมัยถัง เป็นนักพรตจำศีลภาวนาที่ จงเถียวซัน ไปไหนมาไหนมักจะขี่ลาเผือกกลับหัว โดยหันหน้าไปทางหางลา เป็นปริศนาธรรม ลานี้เป็นลาวิเศษ ไม่ใช้ถเก็บพับใส่ในกระเป๋าดั่งกระดาษ เวลาขี่เอาน้ำพ่น กลายเป็นลาดังเดิม อีกตำนานหนึ่งก็ว่า ในสมัยดึกดำบรรพ์มีพญาค้างคาวเผือกตัวหนึ่ง ได้จำศีลบำเพ็ญเพียรอยู่ในถ้ำจนสำเร็จเป็นเซียน ได้กลายร่างเป็นชายชราผิวพรรณผ่องใสแข็งแรงคือ จางกั๋วเหล่า นั่นเอง

หลันไฉ่เหอ

หลันไฉ่เหอ เป็นคนสมัยฮั่น ชอบใส่เสื้อผ้าขาด ใส่รองเท้าข้างเดียว ถือกรับไม้ยาวฟุตเศษ เที่ยวเดินร้องเพลงขอทานเรื่อยไป เพลงที่ร้องมีเนื้อเพลงเป็นคติเตือนใจคน เมื่อได้เงินก็เอามาร้อยเป็นพวงแล้ววิ่งลากไปตามถนน เชือกขาดเงินหลุดหล่นหายไปก็ไม่สนใจ มีเงินเหลือกินก็นำไปแจกจ่ายแก่คนยากจน หน้าร้อนใส่เสื้อหนา หน้าหนาวหิมะตกกลับใส่เสื้อตัวเดียวนอนบนหิมะ ต่อมา ทิก๋วยลี้ และ ฮั่นจงหลี ได้มาชวนไปบำเพียรเพียร จนสำเร็จเป็นเซียน

หันเซียงจื่อ

หันเซียงจื่อ สมญานาม ชิงฟู เกิดในสมัยถัง วันที่ 10 เดือนสิบ พ.ศ. 1320 กำพร้าพ่อแม่แต่เด็ก อยู่กับ หันยู่ ผู้เป็นอา ซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ นิสัยรักสันโดษชอบปลีกวิเวก วันหนึ่ง ท่าน ลื่อโจ้ว ได้มาโปรดจนบำเพ็ญสำเร็จเป็นเซียน หันเซียงจื่อ ยังกตัญญู โปรด หันยู่ ให้ละทิ้งตำแหน่งขุนนางมาบำเพ็ญธรรม ใช้เวลาถึง 9 ปี จึงโปรดสำเร็จ

เชาก๊กกู๋

เชาก๊กกู๋ เดิมชื่อ เชาจิ่งซิว เป็นน้องชายของพระราชินี เชาฮองเฮา แห่งราชวงศ์ซ่ง เชาก๊กกู๋เป็นคนเที่ยงตรง มีเมตตา รักสงบ ไม่ชอบโก้หรู เนื่องจากละอายที่ เชายี น้องชายถืออำนาจพี่สาว เที่ยวก่อกรรมทำชั่ว จนถูกท่านเปาตัดสินประหารชีวิต จึงตัดสินใจขึ้นเขาบำเพ็ญเพียร ต่อมาเขาได้พบกับ ฮั่นจงหลี และ ลื่อต้งปิง ลื่อต้งปิง ถามว่า ได้ข่าวว่าท่านบำเพ็ญธรรม ธรรมที่ท่านบำเพ็ญอยู่ที่ใด เชาก๊กกู๋ ชี้นิ้วขึ้นฟ้า ลื่อต้งปิง ถามอีกว่า ฟ้าอยู่ที่ใด เชาก๊กกู๋ ก็ชี้ที่หัวใจ ฮั่นจงหลีหัวเราะแล้วพูดว่า ใจก็คือฟ้า ฟ้าก็คือใจ บัดนี้ท่านค้นพบตัวเองแล้ว จากนั้นเซียนทั้งสองจึงถ่ายทอด มรรควิธีแก่ เชาก๊กกู๋ จนบำเพ็ญสำเร็จเป็นเซียนในที่สุด

Comment

Comment:

Tweet