Atlantis

posted on 27 Mar 2007 00:52 by cutieparade

แอตแลนติส

กำเนิดแอตแลนติส

มันเป็นเวลาเมื่อ 3500 ปีล่วงมาแล้ว ฤดูร้อนอันแสนยาวในทะเลอีเจียนกำลังจะถึงจุดจบ แสงอาทิตย์ยามอัสดงส่องกระทบเกาะเล็ก ๆ จนดูเป็นสีทองสวยจับใจ เกาะภูเขาไฟนี้โผล่อยู่เหนือทะเลคลื่นจัด ล้อมรอบด้วยเกาะต่าง ๆ ในทะเล

นกนางแอ่นบินโผผินลอดไปมาระหว่างลูกกรงลำแสงสุริยัน กิ่งต้นมะกอกไหวสั่นด้วยลมอ่อน ๆ ยามเย็น ท่าเรื่อเงียบสงบ ขณะนี้งานประจำวันได้เสร็จสิ้นแล้ว ชาวประมงกำลังเดินกลับบ้านพร้อมกับสัตว์ผิวสีเงินเป็นประกาย ถนนแคบ ๆ เริ่มแออัดไปด้วยผู้คน เสียงพูดคุยเสียงหัวเราะดังไปทั่ว พวกผู้หญิงนั่งจับกลุ่มซุบซิบอยู่หน้าบ้าน พวกผู้ชายเดินเล่นในสวนหลังจากงานหนักมาทั้งวัน เงาบนพื้นเริ่มยาวขึ้นเมื่อราตรีกาลคืบคลานเข้ามา

ทันใดนั้น ความร้อนอันประหลาดก็เข้าห้อมล้อมเมืองทะเลกลายเป็นสีตะกั่ว เสียงครางอู้อี้ดังเป็นช่วง ๆ จากกั้นทะเลลึก ในตอนแรก แล้วมันก็ชักถี่และนานขึ้นทุกที ความตื่นตระหนกสับสนอลหม่านแพร่กระจายออกไปทั่ว ชาวเกาะรู้ดีว่า เจ้าภูเขาไฟยักษ์ที่สูงถึง 1500 เมตร กำลังคุกคามชีวิตของพวกเขา พระเจ้าผู้ควบคุมแรงเขย่าโลกซึ่งสถิติตอยู่ภายในภูเขาไฟนี้ ได้ตื่นจากการหลับนอนอันแสนยาวนานแล้วมันกำลังจะระเบิดผู้คนวิ่งออกมาจากบ้านพร้อมด้วยทรัพย์สินเล็กน้อย ที่พอหยิบฉวยได้ พวกเขาไม่รู้เลยว่าทั้งเมือง ทั้งเกาะและอารยธรรมทั้งหมดกำลังจะถูกทำลายจนหมดสิ้น ซึ่งตามความเห็นของนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันแล้วนับได้ว่าเป็นภัยธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดของโลกครั้งหนึ่ง ครั้งแรก ควันดำเบาบางถูกปล่อยออกมาก่อน ตามด้วยหินภูเขาไฟถูกพ่นออกมาตกปกคลุมไปทั่วเหมือนสายฝน และหลังสุดก็เป็นขี้เถ้า ช่วงรุนแรงที่สุดคือเมื่อตัวภูเขาไฟระเบิดด้วยแรงอัดมหาศาลที่อยู่ภายใน เสียงดังสนั่นได้ยินไปทั่วทะเลเมดิเตอเรเนียน ฟังประหนึ่งเป็นวันสุดท้ายของโลก ทั่วเกาะถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นขี้เถ้า

ในที่สุดช่องแมกม่าก็ว่างเปล่าลงหลังจากที่มันได้ขับหินร้อนเป็นล้าน ๆ ตันออกมา ตัวภูเขาไฟนั้นพังลงเหลือแต่ปล่องขนาดเส้นรอบวง 60 กิโลเมตร แต่ดูเหมือนพระเจ้าจะยังไม่สะใจกับมหันตภัยนี้ แรงระเบิดจากภูเขาไฟและแผ่นดินไหว ทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่เรียกว่า ซูนามิ (tsunami) คลื่นสูงถึง 200 เมตรแพร่กระจายออกเป็นวงโดยรอบมุ่งกระทบชายฝั่งข้าง ๆ ด้วยแรงมหาศาลที่ไม่อาจหาแรงใดเทียบได้

นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่าการระเบิดครั้งนั้น มีอำนาจทำลายเท่ากับระเบิดนิวเคลียร์กว่า 500 ถึง 1000 ลูก ขี้เถ้าลอยไปทั่วบริเวณอีเจียนทำให้ท้องฟ้ามืดสนิทเป็นอาทิตย์ ขี้เถ้าที่ตกทับถมตามพื้น ในปัจจุบันเรียก เทฟฟรา (tephra) ซึ่งปรากฎว่ามีความหนาถึง 60 เมตร ที่เกาะซึ่งชาวกรีกโบราณเรียกว่า คาล์ลีสเต (kalliste)

แหล่งอารยธรรม

ทั้งหมดนี้เป็นภาพเหตุการณ์ที่นักวิชาการวาดขึ้นตามที่เพลโตได้เขียนไว้ เพลโต นักปราชญ์ชาวกรีก มีชีวิตระหว่าง 427 347 ปีก่อนคริสตกาลเป็นผู้ให้กำเนิดเรื่อง แอตแลนติสอย่างเป็นทางการ ตามที่เพลโตเขียนไว้ แอตแลนติสนั้นเป็นเหมือนสวรรค์บนดินมีเนื้อที่ "ใหญ่กว่าลิเบีย และเอเซียไมเนอร์รวมกัน" มีแนวภูเขางามสง่ามากมาย ทุ่งหญ้าป่าเขาเขียวชอุ่ม ซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์นานาชนิด สวนผลไม้ที่มีผลไม้ซึ่ง "ผิวเปลือกสวยสด รสชาติมหัศจรรย์และอุดมสมบูรณ์ แบบหาที่เปรียบไม่ได้" ในดินนั้นก็อุดมสมบูรณ์ด้วยสินแร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลหะที่มีค่ามากในสมัยโบราณ มีสีเหลือประกายรุ้ง ซึ่งเข้าใจว่าอาจเป็นโลหะผสมของทองแดง มีทางเป็นทองเหลืองได้มาก

อาณาจักรแอตแลนติสมีเมืองหลวงตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางเกาะ ประกอบด้วยอาคารขนาดใหญ่ และสวยงามที่ได้รับการออกแบบให้กลมกลืนกันอย่างวิเศษด้วยการใช้หินสีแดงและดำ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ผังเมืองซึ่งแบ่งเป็น 5 เขต ด้วยวงกลมที่มีจุดศูนย์กลางรวม เขตต่าง ๆ เชื่อมโยงด้วยระบบคลอง เพลโตเขียนไว้ว่าคลองของเมืองหลวงและท่าเรือใกล้เคียง "เต็มไปด้วยเรือสินค้าที่มาจากเขตต่าง ๆ เสียงดังจอแจมีอยู่ตลอดเวลาทั้งกลางวัน กลางคืน"

ตรงใจกลางเมืองเป็นที่ตั้งของวิหาร ซึ่งดูจะโอ่โถงหรูหรากว่าพระราชวังในบริเวณเดียวกันเสียอีก "ภายนอกวิหารทั้งหมดจะปิดด้วยเงินยกเว้นส่วนเป็นทอง ภายในส่วนที่เป็นหลังคาเป็นสีดำตกแต่งประดับด้วยทอง เงิน และทองเหลือง นอกเหนือจากนี้ได้แก่ ผนังเสาหินและพื้นล้วนแต่ปิดด้วยทองเหลืองทั้งสิ้น ในวิหารนี้เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นทำด้วยทอง เป็นรูปพระเจ้ายืนประทับอยู่บนราชรถ ที่เทียมม้ามีปีกจำนวน 6 ตัว ขนาดใหญ่มากจนพระเศียรของพระเจ้าจรดหลังคาของอาคาร นอกจากนี้ยังมีเทวดาประจำคาบสมุทรชั้นผู้น้อย กว่าร้อยขี่บนปลาโลมาล้อมอยู่โดยรอบ.."

พระเจ้าองค์นี้คือ พระเจ้าแห่งทะเลและผู้เขย่าโลก, โพไซดอน แอตแลนติสนั้นเป็นดินแดนในปกครองของโพไซดอน เมื่อพระองค์และพี่น้องของพระองค์เซอุสกับฮาเดส แบ่งเขตกันปกครองโลก โพไซดอนทรงให้พระราชโอรส 10 องค์ ปกครองดินแดนนี้ กษัตริย์ทั้ง 10 นั้นทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจและมีทรัพย์สินมากมาย แต่ก็ปกครองด้วยความเป็นธรรม เป็นเวลาหลายชั่วอายุคนที่ชาวแอตแลนติสอยู่กันด้วยความสงบสุขภายใต้กฎของพระเจ้า กษัตริย์รุ่นแรกได้จารึกกฎเหล่านี้ไว้บนเสาทองเหลือง ที่อยู่กึ่งกลางเกาะภายในวัดของโพไซดอน

ถึงจุดเสื่อม

เมื่อมีขึ้นก็มีลง มีเดินหน้าก็มีถอยหลัง ในที่สุดสังคมของแอตแลนเตียนก็เมเสื่อม ประชาชนเริ่มหันไปนับถือพระเจ้าแห่งเงินตรา ชอบความฟุ่มเฟือย หรูหรา และเพ้อผัน เพลโตนักคิดของชาวตะวันตกผู้มักมองธรรมชาติมนุษย์ในแง่ร้ายเสมอเขียนไว้ว่า "เมื่อส่วนดีในตัวมนุษย์ที่พระเจ้าประทานให้มานั้นเริ่มเฉาลง เจือจางลง และจางลงทุกทีด้วยสิ่งเจือปน และสัญชาติญาณดิบของมนุษย์เริ่มเติบโตขึ้นจนสามารถยึดครองตัวมนุษย์ได้พวกเขาได้สูญเสียความสามารถที่จะกำหนดชีวิตตัวเอง และประพฤติตัวในทางที่เขาไม่เคยทำมาก่อน สำหรับผู้มีดวงตาแห่งปัญญา เขาจะเห็นว่ามันเป็นการสูญเสียพรจากสวรรค์ที่พวกเขาเคยมี แต่สำหรับผู้ไม่มีดวงตาที่จะมองเห็นความจริงและความสุขที่แท้มันกลับกลายเป็นความสนุกและเขาจะขอพรจากพระเจ้าเพื่อให้ได้มาซึ่งความร่ำรวย และอำนาจอันไม่ชอบธรรมด้วยความโลภ"

พร้อมกับความเน่าเฟะของสังคมแอตแลนเตียน การลงทุนในการทำสงครามเพื่อครองโลกก็เริ่มขึ้นอาณาจักรซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับการสรรเสริญทางด้านคุณงามความดีและอารยธรรมที่สูงส่งเริ่มผลิตและใช้เรือรบออกรุกรานดินแดนในเมดิเตอเรเนียน และจับผู้คนมาเป็นทาส มีอยู่เพียนชนชาติเดียวเท่านั้นที่สามารถยับยั้งพวกเขาได้นั่นคือ ชาวเอเธนส์ หนึ่งในชนชาติอารยธรรมตะวันตกกองทัพของเอเธนส์สามารถสกัดกั้นการโหมรุกอย่างหนักของข้าศึกได้สำเร็จพร้อมกันนั้นยังกลับได้ชัยชนะที่สวยงามอีก

แต่การพ่ายแพ้นั้นยังไม่สาสมกับความชั่วที่ชาวแอตแลนติสได้กระทำลงไป พระเจ้าได้เตรียมแผนการไว้แก้เผ็ดสัตว์มนุษย์ผู้ทรยศต่อพระองค์ ในบทประพันธ์ของเพลโตกล่าวไว้ว่า "ภายหลังเกิดแผ่นดินไหวและน้ำท่วมอย่างรุนแรงและภายในหนึ่งวันกับหนึ่งคืนอันร้ายกาจเกาะแห่งแอตแลนติสก็ถูกลบให้หายไปในทะเล"

เรื่องจริงหรือนิยาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมากว่า 12,000 ปีก่อนเพลโตให้แอนแลนติสตั้งอยู่ในทะเลใหญ่ (Great Sea) หรือทะเลตะวันตก (Western Sea) ที่ส่งคลื่นยักษ์เข้าหาบริเวณที่เรียกว่า เสาหินแห่งอฮอร์คิวลิส (Pillars of Hercules) ปัจจุบันนี้เรารู้ว่าบริเวณดังกล่าว คือ ช่องแคบยิบรอลตาร์ (Straits of Gibroltar) อะไรเป็นต้นตอของวรรณกรรมนี้ และมันมีส่วนที่เพลโตแต่งขึ้นเองมากน้อยเพียงใด ? เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างไรขณะเขียนงานนี้ และจุดประสงค์นั้นเป็นเช่นใด ?

เมื่อ 100 ปีที่แล้ว เมืองอย่าง ทรอย (Troy) และ ไมซีเน (Mycenae) เป็นเพียงเครื่องในนิยายเช่นกับแอนแลนติส นักวิชาการต่างแสดงความคิดว่า มหากาพย์อีเลียด (Illiad) ของโฮเมอร์ (Homer) ซึ่งเกี่ยวกับการล้อมเมืองทรอยนั้นเป็นเทพนิยายจากความเพ้อฝันเท่านั้น แต่ในที่สุดความคิดเช่นนี้ก็ถูกลบล้างลงด้วยการคืนพบที่ยิ่งใหญ่ของนักโบราณคดีเยอรมัน ไฮน์ริช ชลีมานน์

ชลีมานน์ขุดค้นหาเมืองทรอยในบริเวณเมืองไมซานซึ่งอยู่ในบริเวณทะเลอีเจียนทางตอนใต้ของกรีก และเขาก็พบตำแหน่งเมืองทรอยที่ถูกไฟไหม้ทำลายไปในปี 1184 ก่อนคริสตกาล เมื่อปี 1871 ทั้งหมดนี้ก็โดยอาศัยข้อมุลในอีเลียดของโฮเมอร์เข้าช่วยเจ้าชายไมเคิลแห่งกรีกทรงมีพระราชดำรัสว่า "การกู้ชื่อของโฮเมอร์กลับมานั้นแม้จะล่าช้าแต่ก็เป็นชัยชนะที่เด็ดขาด สำหรับผู้ที่เชื่อในตัวเขา และนี่คงเป็นอาหารทางปัญญาแก่ผู้ที่สงสัยในความมีตัวตนของแอตแลนติส"

ข้อสงสัยต่าง ๆ ยังคงมีอยู่ต่อไปเรื่องของกรงทรอยนั้นเป็นนิยายปรัมปรามาก่อนชื่อ สงครามเมืองทรอย (Trojan War) ซึ่งเป็นเมืองที่รู้จักกันดีที่สุดในประดานิยามปรัมปราที่เล่ากันในสมัยนั้น โฮเมอร์ใช้เรื่องดังกล่าวเป็นโครงเรื่องของอีเลียด ในทางกลับกัน แอตแลนติสนั้นไม่เคยเป็นนิยายพื้นบ้านมาก่อน มันเป็นเพียงผลงานของคน ๆ เดียวคือ เพลโต

เรื่องราวปริศนานี้ปรากฎอยู่ในบันทึกเลื่องชื่อของเขา คือ ไดอาลอก (Dialogues) ซึ่งประกอบด้วย ไตเมอุส (Timeus) และไครติอัส (Critias) บันทึกนี้ถือได้ว่าเป็นงานปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก และมีอิทธิพลอย่างมาก ต่อนักคิดและนักปราชญ์ของยุโรปในยุคต่อมา เพลโตได้จดเอาข้อถกเถียงในปัญหาต่าง ๆ ระหว่างปรัชญาเมธีผู้ยิ่งยงคือ โสกราติสผู้อาจารย์ของเพลโตกับสานุศิษย์ของเขา หัวข้อต่าง ๆ ที่ถกเถียงมีมากมายตั้งแต่ความเป็นอมตะแห่งวิญญาณ จนถึงเมืองในฝัน และเพลโตได้ใช้ความสามารถของเขาเขียนบันทึกนี้ขึ้นโดยใช้นิทานเปรียบเทียบบ้าง รูปแบบการประพันธ์บ้าง เพื่อให้เรื่องราวน่าสนใจ และเข้าใจได้ง่ายขึ้น จึงเป็นสิ่งน่าคิดว่าแอตแลนติสอาจเป็นเพียงนิทานที่เขาสร้างขึ้นจากความฝันเพื่อแสดงให้ผู้อ่านเข้าถึงแนวคิดทางปรัชญาเท่านั้น

Free Image Hosting at www.ImageShack.us
บันทึกของเพลโต

ไครติอัสเป็นผู้ที่กล่าวถึงแอตแลนติสในไดอาลอก เขาเป็นลูกพี่ลูกน้อยของเพลโต และก็เป็นศิษย์ของดสกราติสเช่นกัน ไครติอัสพูดถึงแอตแลนติสถึง 3 ครั้ง และเน้นว่ามันเป็นเรื่องจริง นอกจากนี้ตัวโสกราติสเองก็ยังเคยพูดว่า "มันมีทางเป็นความจริงได้มากทีเดียวมากกว่าจะเป็นเพียงนิยาย" ไครติอัสบอกว่าเขาได้ฟังเรื่องจากทวดของเขา ดรอปีเดส (Dropides) ผู้ซึ่งรับฟังมาจาก โซลอน (Solon) อีกต่อหนึ่ง โซลอนผู้นี้ได้รับการยอย่องว่าเป็นผู้มีความรุ้มากที่สุดในบรรดาเจ็ดผู้รู้แห่งกรีซ (Seven Sages of Greece) เขามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วในความซื่อสัตย์ เขาเป็นรัฐบุรุษ และกวีที่มีชีวิตในช่วงปี 640 558 ก่อน ค.ศ. หรือสองศตวรรษก่อนเพลโตเขียนเรื่องราวของแอตแลนติส

Free Image Hosting at www.ImageShack.us
เจ็ดผู้รู้แห่งกรีซ

โซลอนไม่ได้อ้างว่าตัวเขาเองเป็นต้นตอแห่งเรื่องนี้ เขาได้ยินได้ฟังมาระหว่างการเดินทางไปอียิปต์ในปี 590 ก่อน ค.ศ. ในเมืองโบราณในสามเหลี่ยมดินแดนแม่น้ำไนล์ ซาอีส (Sais) ซึ่งเขาได้พบกับพระผู้บูชาเทพเจ้าสตรีชื่อ เน (Neith) พระเหล่านี้เป็นผู้ที่มีการศึกษาสูงและโซลอนก็กระตือรือร้นที่จะเรียนสิ่งใหม่ ๆ จากพวกเขาเสมอ เขาถามเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีต และพระผู้เฒ่าองค์หนึ่งได้เล่าวีรกรรมของชาวเอเธนส์เมื่อ 9000 ปีก่อนนั้น ซึ่งขณะเดียวกันมันก็เป็นโศกนาฎกรรมของดินแดนที่มีชื่อว่าแอตแลนติสตัวโซลอนเองประหลาดใจในเรื่องราวนี้มาก และได้แปลเรื่องราวเป็นภาษกรีซ โดยตั้งใจว่าจะเขียนเป็นมหากาพย์ แต่เขาก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่นานพอที่จะทำงานนี้ให้สำเร็จ

เป็นอันว่าชาวอียิปต์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นชาติอารยธรรมสูง และมีการบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ไว้มากมาย จะเป็นผู้สืบทอดรักษาเรื่องราวของแอตแลนติส และถ้าดินแดนนี้มีจริง อียิปต์ก็คงจะเคยมีการติดต่อค้าขายกับมหาอำนาจทางทะเลนี้เป็นแน่แท้ แต่ถ้าเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอียิปต์มันน่าสงสัยที่เพลโตอาจจะปิดบังความจริงบางส่วนไว้ ทางที่เป็นไปได้มากคือเขาเขียนเรื่องใกล้เคียงกับที่เขาได้ยินมามากที่สุดพร้อมกับเพิ่มเติมดัดแปลงตามความจำเป็นด้านศิลปการประพันธ์ และที่ทำให้มันกลายเป็นเรื่องที่เขาเขียนขึ้นใหม่

สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกต คือ จุดประสงค์ของเพลโตซึ่งเขียนเรื่องนี้ใมนแง่ของปรัชญามากกว่าจะให้เป็นงานประวัติศาสตร์ นักวิชาการหลายท่านเห็นว่าเพลโตใช้ชะตากรรมของแอตแลนติสเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาด และสถาบันอันสูงส่งของเอเธนส์

จากอดีตถึงปัจจุบัน แอตแลนติสก็ยังคงเป็นดินแดนลึกลับ และยังคงเป็นปริศนาที่น่าคิดอยู่ แต่สำหรับบางคนมันก็เป็นเพียงเรื่องที่แต่ขึ้นมา บุคคลในกลุ่มนี้มีมากมายแม้แต่ลูกศิษย์ของเพลโตเอง คือ อริสโตเติล เขาว่าเพลโตสร้างแอตแลนติสขึ้นมา เพื่อจะได้จมมันในตอนจบ ส่วนอีกกลุ่มที่คิดว่าน่าจะมีความจริงอยู่บ้างในเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย แกรนเตอร์ (Grantor) ผู้รอบรู้ผู้มีชีวิตในราว 300 ปี ก่อน ค.ศ. และเป็นบุคคลแรกที่เขียนวิจารณ์ผลงานของเพลโต ให้ความคิดเห็นว่าแอตแลนติส นั้นมีรายละเอียดที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ยังเชื่อได้ว่าแกรนเตอร์เคยเดินทางไปอียิปต์เพื่อตรวจสอบแหล่งข่าวของโซลอนก่อนให้ความคิดเห็นนี้ด้วย ในสองสามศตวรรษต่อมาปรัชญาเมธีลัทธิสโตอิค (Stoic) ผู้รอบรู้ ชื่อ โพไซโเนียส (posidonius 135 50 ก่อน ค.ศ.) ประกาศว่าความเชื่อของเพลโตนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องที่ประดิษฐ์ประกอบขึ้นมาเองทั้งหมด

จริงหรือเท็จกี่มากน้อย บทความนี้ก็ยืนยาวมากกว่า 23 ศตวรรษและเป็นต้นกำเนิดของความคิดเพ้อฝันอีกมามาย ให้กำเนิดศาสตร์กำมะลอหลายแขนง เรื่องของแอตแลนติสกลายเป็นชื่อที่ถูกนำไปใช้เพื่อโฆษณาส่งเสริมกิจกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่ลัทธิหมอผี หมอดู จนกระทั่งนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ และแม้แต่นักโบราณคดีก็พลอยมีงานทำไปด้วย แลอตแลนติสยังคงความลึกลับต่อไปอย่างไม่มีรู้จักจบสิ้น ซ้ำยังทำให้เกิดเรื่องทำนองเดียวกันอีก เช่น เกาะแห่งความสุข เกาะแห่งความศักดิ์สิทธิ์ และอื่น ๆ อีกมาก มาในสมัยที่วิชาภูมิศาสตร์ได้เกิดขึ้นจากความนึกฝัน ความเป็นไปได้ดูจะไม่มีขอบเขตจำกัด และดินแดนปริศนาต่าง ๆ ก็ได้รับการบันทึกลงบนทะเลราวกับว่ามันมีจริง

อย่างไรก็ดีทั้งประวัติศาสตร์และนิยายต่าง มีเรื่องราวอยู่หลายตอนที่เกี่ยวข้องกับเกาะที่ถูกกลืนไปในทะเล เช่น เกาะอวาลอน ของกษัตริย์อาเธอร์ ความคิดนี้ไม่ใช่เรื่องของความคิดฝันเพียงอย่างเดียว แต่มนุษย์ในปัจจุบันได้พบว่าเกาะภูเขาไฟนั้นอาจผุดขึ้น และจมลงในมหาสมุทรได้อย่างเหลือเชื่อ เหตุการณ์เหล่านั้นได้เกิดขึ้นจริงในมหาสมุทรแอตแลนติคในบริเวณหมู่เกาะอโซเรส (Azores) และบริเวณใกล้ไอซ์แลนด์ เพลโตคงเข้าใจว่าแอตแลนติสนั้นอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติคและด้วยเหตุจูงใจนี้บรรดานักสืบจำเป็นพากันค้นหาดินแดนที่หายไปในมหาสมุทรนี้ สถานที่ที่น่าสนใจของสมมติฐานนี้ก็คือ หมู่เกาะอโซเรสเกาะแห่งแหลมเวอร์ดี คานารีส์และเมไครา ทั้งหมดนี้อาจเป็นยอดเขาแห่ง แอตแลติสซึ่งยังคงเหลืออยู่ให้เห็นได้

แอตแลนติสกลายมาเป็นเรื่องที่มีจริงแทนที่จะเป็นเพียงเรื่องเปรียบเทียบในศตวรรษที่ 15 ซึ่งเป็นยุคที่ชาวยุโรปออกสำรวจค้นหาดินแดนใหม่นักแผนที่จะมีเกาะนี้อยู่บนแผนที่ของเขา และเมื่อทวีปอเมริกาถูกค้นพบมันก็กลายเป็นดินแดนแอตแลนติสไปทั้ง ๆ ที่เป็นดินแดนแห้ง ๆ ที่ไม่มีวี่แววการถูกน้ำท่วมมาก่อนเลยแม้แต่น้อย การค้นหายังคงมีต่อไป ทฤษฎีใหม่ ๆ กำเนิดขึ้นแล้วก็ถูกล้มไปการสืบหาประวัติของแอตแลนติสก็แพร่กว้างออกไปอย่างกว้างขวางและถึงสุดยอดในศตวรรษที่ 19 โดยได้ให้กำเนิด "ศาสตร์" ใหม่ ชื่อ แอตแลนโทโลยี (Atlantolgy)

ต่างคนต่างคิด

ในบรรดาชาวแอตแลนโตโลจิสต์รุ่นแรก ๆ บุคคลที่อยู่ในแนวหน้าคนหนึ่งได้แก่ นักการเมืองชาวสหรัฐ ชื่อ อิกเนเตียส โดแนลลี่ (Ignatius Donnelly) ในปี 1882 สมาชิกสภาคอนเกรสผู้นี้ได้ตีพิมพ์ผลงานชื่อ แอตแลนติส โลกที่ถูกน้ำท่วม กลายเป็นคัมภีร์ของศาสตร์แขนงนี้ ตัวโดแนลลี่นั้นเป็นผู้คงแก่เรียนที่ควรแก่การยกย่อง เขาได้รวมเอาวิชาต่างแขนงมากมายมาสนับสนุนข้อคิดของเขาอย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นวิชาโบราณคดี ภาษาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สัตว์ศาสตร์ พฤกษศาสตร์ ชาติวงศ์วิทยา ศาสตร์แห่งเทพนิยาย โดแนลลี่สามารถนำมาผสมผสานกันได้อย่างดี แม้จะเป็นวิทยานิพนธ์ที่ค่อนข้างจับฉ่าย แต่ก็ถือได้ว่าเขาเป็นผู้หนึ่งที่ได้เปิดศักราชทองของการค้นคว้าทางนี้

ตามความคิดของโดแนลลี่แอตแลนติสควรอยู่ระหว่างทวีปอเมริกากับแอฟริกา เขากล่าวว่าอียิปต์และชาวฟื้นเมืองในอเมริกากลางนั้นเป็นชนเผ่าที่ได้รับการสือบทอดอารยธรรมจากชาวแอตแลนติส ทั้งนี้สังเกตจากหลายสิ่งที่มีส่วนใกล้เคียงและคล้ายคลึงกัน เช่น ปิรามิด วิธีการดองศพ การพัฒนาปฏิทินแบบ 365 วัน และประเพณีเกี่ยวกับน้ำท่วม ท่านนักการเมืองผู้นี้พยายามที่จะอธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยทฤษฎีนี้ไม่ว่าจะเป็นการวางไข่ของปลาไหลทะเลยุโรป ซึ่งต้องว่ายข้ามหาสมุทรจากฝั่งยุโรปไปยังทะเลซาร์กาสโซฝั่งทวีปอเมริกาก็เป็นพฤติกรรมที่ตกทอดมาแต่กาลก่อนสมัยที่แอตแลนติสยังมีอยู่ และปลายพวกนี้ก็อาศัยอยู่ในแม่น้ำของเกาะจมน้ำนี้ตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องเทพเจ้าของชาวพื้นเมือง เช่น ชนชาติมายาอินคา ทอลเทคส์ ต่างมีพระเจ้าที่มีรูปพรรณคล้ายคลึงกับชาวป่าพื้นเมืองในหมู่เกาะคานารี คือ ผิวขาว

ในไม่ช้าทฤษฎีของโดแนลลี่ก็เริ่มถูกโต้กลับในบางประเด็นที่สำคัญคือ ความรู้ทางด้านสมุทรศาสตร์ ซึ่งทำให้มนุษย์ได้รู้ถึงรูปร่างอันแท้จริงของแผ่นดินใต้ทะเลมหาสมุทร เขาพบว่าแนวภูเขาไฟในแอตแลนติสที่มีส่วนที่สูงโผล่ผิวน้ำในบริเวณอโซเรสน่าจะเป็นดินแดนแอตแลนติสมากกว่าจะอยู่กึ่งกลางมหาสมุทรตามสมมติฐานของโดแนลลี่

ก็ใช่แต่ว่าจะมีนักวิชาการเท่านั้นที่เข้ามาโลดโผนอยุ่ในวงการนี้บรรดานักกุข่าวโกหกมากหน้าก็มาร่วมสนุกด้วยไม่น้อย อย่างเช่นในวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ. 1912 พาดหัวข่าวของ หนังสือพิมพ์ "นิวยอร์คอเมริกัน" ตีพิมพ์บทความชื่อ "ข้าพเจ้าพบแอตแลนติส จุดกำเนิดแห่งอารยธรรมบนโลกที่หายสาบสูญไปได้อย่างไร" ผู้เขียนคือ ดร. พอล ชลีมานน์ ซึ่งอ้างว่าเป้นหลานของผู้พบเมืองทรอย

บทความนั้นเริ่มต้น โดยคำประกาศว่าตัวเขาเองเป็นเจ้าของเอกสารลับ ซึ่งตกทอดมาจากปู่ของเขาและมันได้บันทึกเอาความลับของแอตแลนติสไว้ นอกจากนี้ยังมีเหรียญรูปทรงสี่เหลี่ยมทำด้วยโลหะผสมสีขาว แกะด้วยภาษาโฟนีเซียนไว้ว่า "ผลิตที่วิหารแห่งกำแพงใส" ใส่มาพร้อมกับเอกสารลับนี้ด้วย เท่านี้ยังดูไม่ตื่นเต้นพอ ชลีมานน์เลยหาแจกันสัมฤทธิ์ใบใหญ่ไว้เป้นหลักฐานโดยอ้างว่าปู่ของเขาได้มาจากใต้เมืองทรอย และรอยจารึกบนแจกันนั้นยังน่าสนใจมากขึ้นมีว่า "นี่เป็นของกำนัลจากโคลโนส กษัตริย์แห่งแอตแลนติส" แต่เรื่องโกหกหลอกลวงของตัวตลกอย่างพอล ชลีมานน์มันถูกลบเลือนไปได้โดยง่ายและรวดเร็ว บทความไม่เป็นเรื่องของคอลัมนิสต์ที่หวังเพียงความดังมักจะมีปรากฎอยู่เสมอ และก็ดูเหมือนจะมากพอ ๆ กับข้อเขียนของผู้รู้จริงและตั้งใจศึกษายอ่างแท้จริงซึ่งไม่เคยได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เลย

บุคคลอีกประเภทหนึ่งที่เข้ามาหากินกับดินแดนแห่งความฝันนี้คือ บรรดาหมอผี ผู้วิเศษทั้งหลาย ผู้หนึ่งที่น่าในใจได้แก่ เอ็ดการ์ เกยซ์ (Edgar Cayce 1887 1945) เกยซ์มีอาชีพเป็นช่างภาพ และยังเป็นหมอวิเศษที่รักษาคนไข้ด้วยการสวดภาวนา นอกจากนี้เขายังสามารถเข้าญาณเพ่อดูเหตุการณ์ต่างเวลาสถานที่ได้ด้วยน เขาคุยว่าคนไข้ของเขาจำนวนหนึ่งเป็นชาวแอตแลนติสที่กลับชาติมาเกิดใหม่ซึ่งเกยซ์เห้ฯว่าพวกนี้มีลักษณะพิเศษคือ ไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องเทคนิคใหม่ ๆ

ภาพที่เกยซ์เห็นเกี่ยวกับแอตแลนติสระหว่างการเข้าญาณของเขาในช่วงปี 1923 1944 นั้นมีหลายจุดที่เหมือนกับที่เพลโต ได้บรรยายไว้ทั้งนี้เป็นที่พอเชื่อได้ว่าเขาไม่เคยอ่านหนังสือ ไดอาลอกมาก่อน แอตแลนติสของเกยซ์นั้นเป็นอาณาจักรของชนชาติที่เจริญรุ่งเรืองในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม และวิทยาการชาวแอตแลนเตียนนั้นรู้จักแหล่งพลังงานทั้งหมด รวมถึงพลังงานอะตอมตลอดถึงทฤษฎีทางการบิน โลกของคนเป่านี้เคยถูกทำลายไปถึง 3 สมัยด้วยพลังนิวเคลียร์ในราวปี 50000, 28000 และ 10,000 ก่อน ค.ศ. ซึ่งในครั้งหลังสุดนั้นประมาณใกล้เคียงกับที่เพลโตได้คาดว่ามีมหันตภัยเกิดกับแอตแลนติส แต่เกยซ์บอกว่าประชาชนแอตแลนติสส่วนมากรู้ถึงภัยที่จะเกิดขึ้นและได้หลบหนีไปยังดินแดนอียิปต์ทางตะวันออก และไปยังเม็กซิโกและเปรูทางตะวันตก

ที่น่าสังเกตคือการที่เกยซ์บอกว่าชาวแอตแลนติสนั้นทำลายอาณาจักรของพวกเขาเอง เพราะไปใช้ความรู้ที่เขามีอยู่ในทางที่ผิด เลยมีคนสงสัยว่าภาพที่หมอดูผู้นี้เห็นนั้นมันเป็นแอตแลนติสจริงหรือ หรือมันจะเป็นภาพเหตุการณ์ในอนาคตของประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์อย่างสหรัฐอเมริกา และนี่อาจจะเป็นคำเตือนสำหรับเรามนุษย์ชาวโลกปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ทฤษฎีนี้ยังฟังเข้าท่ากว่าหลายทฤษฎีที่ออกจะเพ้อฝันจนเอาไปสร้างหนังวิทยาศาสตร์ประเภทอนาคตอีก 2000 ปี ได้ มีทั้งยานอวกาศ ปีนเลเซอร์ และแสงคอสมิค

การค้นหายังคงมีต่อไป และสถานที่ตั้งนั้นดูจะมากจนน่าเวียนหัวและนี่เป็นตัวอย่าง ภูเขาแอนดิสทิเบต ทวีปออสเตรเลีย เทือกเขาคอเคซัส แอฟริกาใต้ ลุ่มน้ำอะเมซอน ลิเบีย บาสค์ อินเดีย โมร็คคโค ทะเลทราบโกบี อียิปต์ เม็กซิโก ลังกา จีน ตูนีเซีย สวีเดน ซาฮารา ไซบีเรีย ทะเลเหนือ มหาสมุทรแปซิฟิก ตัวท่านชอบที่ไหนอีกถ้าไม่กลัวจะเขินก็ลองว่ามาเป็นไรมี ยิ่งฟังมากก็ยิ่งมองเห็นราวกับว่ามันเป็นเรื่องของคนไร้สติเข้าทุกที แต่นั้นเป็นความคิดของมนุษย์ซึ่งย่อมจะต้องมีความแตกต่างกันอยู่แล้วตามธรรมชาติ

ในปีค.ศ. 1958 ได้มีการค้นพบสิ่งก่อสร้างแปลกประหลาดใต้ทะเลบาฮามาร์ โดยด๊อกเตอร์ทางสัตวศาสตร์ชาวอเมริกัน ชื่อ เจแมนสัน วาเลนไทน์ ผู้ช่ำชองในการประดาน้ำ ส่งก่อสร้างประหลาดนี้จะเห็นเป็นรูปร่างเด่นชัดเมื่องมองจากทางอากาศ มันมีโครงสร้างแบบเรขาคณิตเป็นรูปหลายเหลี่ยมด้านเท่าบ้างวงกลมบ้าง สามเหลี่ยมบ้าง สี่เหลี่ยมและเส้นตรงที่ยาวออกไปไกลหลายกิโลเมตร

ในปีค.ศ. 1968 ดร. วาเลนไทน์ พบ "กำแพงยักษ์" (The Bimini Road)ยาวหลายร้อยเมตร จมอยู่ใต้น้ำใกล้เกาะเล็ก ๆ ชื่อไบมีนีเหนือ (North Bimini) กำแพงนี้มี 2 ส่วนวิ่งทำมุมกันเป็นมุมฉากที่เที่ยงตรงมากจนน่าแปลกใจโครงสร้างนี้ประกอบด้วยหินบล๊อคพื้นที่หน้าตัดกว่าห้าตารางเมตรและเมื่อเขาค้นหาต่อไป โครงสร้างอื่น ๆ ก็ปรากฎมากขึ้น วาเลนไทน์ ชี้ว่ามันมองดุเหมือนท่าเรือที่จมอยู่ใต้น้ำ

Free Image Hosting at www.ImageShack.us
จุดแสดงตะแหน่งกำแพงยักษ์

ประดาน้ำมากหน้าพร้อมกันพาหนะและอุปกรณ์ปฏิบัติการใต้น้ำหลายชนิดก็เริ่มเข้ามาวนเวียนกันเต็มบริเวณนี้อย่างกับงานแสดงวัตถุโบราณอันมีค่า พร้อม ๆ กับบรรดานักคิดช่างคิดต่างก็เริ่มหาคำตอบให้สิ่งก่อสร้างแปลกประหลาดนี้อย่างขะมักเขม้น บ้างว่าพวกมายาส์ (mayas) กับโอลเมคส์ (Olmecs) ทำขึ้นบ้างว่าน่าจะเป็นพวกเทียอวนนาโค (Tiahuanaco) ซึ่งสร้างสโตนเฮนจ์ (Stonehenge) เป็นอันว่าแทนที่จะได้ข้อมูลมากขึ้น เลยยิ่งงงกันใหญ่

Free Image Hosting at www.ImageShack.us
สำรวจกำแพงยักษ์

สำหรับนักภูมิศาสตร์ เขาว่าที่ราบสูงใต้ทะเลนี้เกิดจากการที่ธารน้ำแข็งจากขั้วโลกละลายลง ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และในเขตนี้อาจถูกทำลายในราวปี 8000 7000 ก่อนค.ศ. และความคิดเห็นนี้ก็ทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นว่าถ้าเป็นการละลายของน้ำแข็งมันคงไม่เกิดเป็นน้ำท่วมอย่างกระทันหันมีคลื่นยักษ์อย่างที่เพลโตอธิบายไว้ได้เลย หรือว่าเพลโตบิดเบือนความจริงของเรื่อง ? หรือว่าทั้งเพลดตและโซลอนเข้าใจผิดเกี่ยวกับทะเลซึ่งเป็นที่ตั้งของแอตแลนติส? หรือว่าโซลอนตีความผิดในคำบอกเล่าของพระชาวอียิปต์

พวกเขาใช้คำว่า "ทะเลแห่งความเป็นจริง" (The Trus Sea) ซึ่งมันจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเป็นแอตแลนติส เช่นเดียวกับคำว่า "ช่องแคบ" ซึ่งอาจจะผิดที่ชาวกรีกตีความว่ามันคือ เสาหิน แห่งเฮอร์คิวลิส ช่องแคบอีกหลายแห่งใกล้กับลุ่มน้ำไนล์ น่าจะมีความหมายบ้างในเมื่อชาวอีอยีปต์เป็นนักเดินเรือมือสองอยู่ในยุคนั้น พวกเขาเรียนการนาวีจากชนชาติโฟนีเซียน (phoenician) และชาวครีท (Cretans) ซึ่งทำให้มีผู้สงสัยว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่ชนชาติที่เดินเรือไม่ค่อยเก่งนักจะไปถึงดินแดนที่ไกลออกไปมากในมหาสมุทรกว้างใหญ่อย่างแอตแลนติคมันน่าจะเป็นทะเลที่อยู่ใกล้ ๆ เช่น ทะเลอีเจียน มากกว่าที่พวกเขาไปและสำหรับชาวทะเลอ่อนหัด มันก็เป็นสถานที่ไกลโขอยู่

ในปีค.ศ. 1967 มีนักโบราณคดีชาวกรีกชื่อ สไปรีดอน มารีเนโตส ได้ไปทำการขุดหาเมือง "ปอมเปอี แห่งอีเจียน" ซึ่งเป็นเมืองโบราณที่ถูกฝังอยู่ใต้เถ้าถ่านของหินภูเขาไฟบนเกาะคาลลีสเต (ปัจจุบันคือเกาะซานโตรีนี (Santorini)) นักวิชาการเชื่อว่าเกาะภูเขาไฟนี้ได้ระเบิดขึ้น เมื่อราว 2,500 ปีก่อน และจากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์อเมริกัน ดราโกสลาฟ นินโควิช และบี.ซี ฮีซเซน ซึ่งได้จำลองการเกิดระเบิดครั้งนั้น โดยใช้รายละเอียดจากการะเบิดของภูเขาไฟการากาตั้วใกล้สุมาตรา ในปีค.ศ. 1883 พบว่า ความรุนแรงในครั้งนั้นจะมากกว่าถึง 4 เท่า นั่นคือ เกิดคลื่นยักษ์สูงถึง 198 เมตร และสามารถทำลายชีวิตมนุษย์กว่า 36,000 คน เถ้าถ่านกระจายไปทั่ว ตามลมตะวันออกเฉียงใต้ในฤดูร้อน ปกคลุมพื้นที่กว่า 259,000 ตารางกิโลเมตรและห่างจากภูเขาไฟ 700 กิโลเมตร นักวิทยาศาสตร์เคยขุดเอาตัวอย่างจากพื้นทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ระดับ 3,000 เมตร ระหว่างปี 1945 ถึง 1965 ในบริเวณที่ห่างจากตัวภูเขาไฟ 140 กิโลเมตร พบว่ามีชั้นเถ้าถ่านภูเขาไฟทับถมกันหนาถึง 2 เมตร ที่สำคัญคือ เถ้าถ่านเหล่านี้ลอยไปถึงชายฝั่งด้านเอเชียไมเนอร์ ปาเลสไตน์ และอียิปต์ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องในไบเบิล ตอน โมเสสพาชาวยิวข้ามทะเลแดงก่อนที่กองทัพบกของฟาโรห์จะถูกกลืนไปในทะเล และนี่ก็เป็นอีกบริเวณหนึ่งซานโตรีนีและเกาะพี่น้องของเธอแอสโพรนีซีกับเธอราเซียที่ได้รับการโจษขานว่าเป็นส่วนหนึ่งของเกาะแอตแลนติสที่หลงเหลือ

เกาะครีทซึ่งอยู่ห่างจากซานโตรีนีไปทางใต้ไม่ถึง 100 กิโลเมตรเคยเป็นถิ่นฐานของมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่มีอารยธรรมสูง รักสงบ และเป็นนักเดินเรือตัวฉกาจ อาศัยอยู่ในราว 5,000 ปีก่อน ค.ศ. ชนเผ่าไมโนแอนครีท (Minoan Crete) มีความเจริญที่เกินยุคในหลาย ๆ ด้าน เช่น ระบบระบายน้ำ และระบบน้ำใช้ ความเสมอภาคของบุรุษและสตรีเมืองหลวงของชาวครีท คือ โนสโสส์ (Knossos) ตั้งอยู่ลึกเข้าไปจากชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะ เมืองนี้ถูกทำลายลงด้วยฤทธิ์แผ่นดินไหวถึง 2 ครั้ง แต่ชาวเมืองก็สร้างมันขึ้นมาใหม่ทั้ง 2 ครั้ง แต่พวกเขาคงไม่สามารถจะทำครั้งที่ 3 ได้ เมื่อพบกับภัยจากการระเบิดของซานโตรีนี คลื่นยักษ์สูงกว่า 90 เมตร เมื่อถึงเกาะนี้หลังจากภูเขาไฟเริ่มระเบิดไม่ถึงครึ่งชัวโมงได้กวาดเอาสิ่งมีชีวิต และตัวเมืองจนราบเรียบ พร้อมกับเถ้าถ่านจำนวนมหาศาลก็ตกปกคลุมไปทั่วทางฝั่งตะวันออก อันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของแผ่นดินลอยน้ำแห่งนี้ แม้ชาวเมืองจะอพยพไปทางตะวันตก แต่ครั้งนั้นก็เป็นอวสานของยุคทองของโมโนแอน

แน่นอน ชาวอียีปต์รู้จักชนชาตินี้ดี พวกเขาได้เห็นเหตุการณ์โดยตลอด และนี่อาจเป็นต้นกำเนิดของดินแดนสวรรค์บนดินแอตแลนติส อย่างไรก็ตามข้อกังขาบางประการยังคงมีอยู่ กล่าวคือ เพลโตระบุว่าเหตุวิบัติแห่งแอตแลนติสนั้นเกิดขึ้นก่อนสมัยของเขา 90,000 ปี ซึ่งดูห่างไกลความจริงมาก เพราะเรารู้ว่าคงไม่มีชนชาติอารยธรรมที่กำลังพัฒนาในราว 12,000 ปีก่อนค.ศ. แต่ถ้าเราร่นเหตุการณ์เข้ามาใกล้เข้าให้เหลือเพียงหนึ่งในสิบของที่เพลโตระบุไว้นั้นหมายถึง 900 ปีก่อนโซโลนเดินทางไปอียิปต์ คือ แอตแลนติสมีตัวตนในราว 1,500 ปีก่อนค.ศ. ซึ่งดูจะสมเหตุสมผลกว่ามาก และทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของทฤษฎีดินแดนแอตแลนติสถูกทำลายด้วยภัยจากแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดคลื่นยักษ์ และเถ้าถ่านจำนวนมากมหาศาลจริงหรือ หลายคนว่าใช่ หลายคนว่าไม่ใช่ และต่อไปนี้เราลองมาฟังบุคคลจำพวกหลังเขาพูดบ้างจะเป็นไรไป

ออตโต ไฮน์ริซ มูค (Otto Heinrich Muek) วิศวกรชาวเวียนนา ในสมัยฮิตเลอร์ขึ้นครองอาณาจักรไรซ์ที่ 3 เป็นผู้หนึ่งที่มีความคิดเห็นที่แปลกออกไปมากมูคเป็นวิศวกรชั้นแนวหน้าของเยอรมันในสมัยนั้นได้ร่วมในการพัฒนาจรวจ วี-1 และวี-2, รวมในการทำท่ออากาศสนอร์เกล (snorkel) สำหรับเรือดำน้ำแบบอู (U boat) และยังเป็นเจ้าของลิขสิทธ์สิ่งประดิษฐ์กว่า 2000 รายการ แต่นั่นไม่ได้หมายถึงว่าเขาจะไร้ซึ่งความคิดเห็นในเรื่องนี้ ตรงกันข้ามหนังสือชื่อ ความลับแห่งแอตแลนติส ของเขากลายเป็นหนังสือขายดีที่สุดเล่มหนึ่งที่เยอรมันในปี 1926 คือ 20 ปีหลังจากการมรณกรรมของเขา

มูค คิดว่าดินแดนที่เป็นที่ตั้งของแอตแลนติสนั้นได้แก่ อโซเรส และว่าอาณาจักรนี้มีมากกว่า 12,000 ก่อนค.ศ. เขาสรุปว่า มนุษย์โครมันยอง (Cro Magnons) ที่พบเห็นในสเปนและฝรั่งเศส คือชาวแอตแลนติสที่อพยพมาขึ้นฝั่งยุโรป กระแสน้ำอุ่นกัลหฟ์เป็นกุญแจของปัญหาเรื่องเวลา มูคว่ากระแสน้ำอุ่นนี้วิ่งเข้าปะทะแอตแลนติสแทนที่จะเป็นชายฝั่งทวีปยุโรป เมื่อครั้งดินแดนนี้ยังมีอยู่ และมันทำให้แอตแลนติสมีอากาศอบอุ่น และสิ่งมีชีวิตอยู่ได้ในขณะที่ยุโรปถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง ความเห็นอื่น ๆ คงเหมือนกับนักวิชาการหลายท่านที่เสนอโซเรสเป็นเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นปลาไหล ยุโรป หรือชนเผ่าอินเดียน มายา ดูจะมีอารยธรรมคล้ายกับพวก บาสค์ใน สเปน เป็นต้น

จากความก้าวหน้าทางสมุทรศาสตร์ เรารู้ว่ามหาสมุทรแอตแลนติคนั้นถูกแบ่งออกด้วยแนวสันเขาใต้น้ำสูงกว่า 9,000 ฟุต ตั้งแต่เกาะไอซ์แลนด์ทางเหนือ ไปจรดขั้วโลกใต้และในบริเวณที่เราเรียกว่า อโซเรสนั้นเป็นส่วนของสันเขาที่โผล่ขึ้นเหนือน้ำ กินบริเวณกว้าง 250 ไมล์และยาวกว่า 678 ไมล์ มีภูเขาไฟใต้น้ำอยู่ทางเหนือ ซึ่งบางลูกก็ส่งยอดปล่องขึ้นพ้นน้ำ

ทำไมมูคจึงเลือกดินแดนแห่งนี้เป็นคำตอบ ?

เขาเดินทางไปยังชายฝั่งทวีปอเมริกาเหนือ ใกล้ชาล์สตัน เอส.ซี.ในปี 1930 และเขาได้พบเห็นหลุมคล้ายหลุมระเบิดเป็นจำนวนมากในบริเวณดังกล่าวจากภาพถ่ายทางอากาศ หลุมเหล่านี้มีสันชันไปทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแสดงว่าแรงดันที่ทำให้เกิดหลุมเหล่านี้อยู่ในแนวตะวันตกเฉียงเหนือ อีกบริเวณหนึ่งที่มีรอยจารึกคล้ายคลึงกันคือ บริเวณที่เรียกว่า คูแห่งเปอร์โตริโก (Puerto Rico Trench) มันเป็นคู 2 แนว ลึกถึง 30,000 ฟุต เป็นบริเวณถึง 277,000 ตารางไมล์ อะไรทำให้เกิดรอยแผลขนาดใหญ่ทั้ง 2 พร้อมกับรอยข่วนอีกนับพันใต้พื้นทะเลนี้ มูคให้ความเห็นว่าเหตุการณืทั้งหมดนี้เกิดจากสะเก็ดดาวจากอวกาศ ซึ่งอาจเป็น แอสเตอรอยด์ กลุ่มอาโดนีสซึ่งมีศุนย์กลางวงโคจรร่วมกับดวงอาทิตย์ เขาตั้งชื่อดาวตกนี้ว่า แอสเตอรอยด์ เอ มันวิ่งเข้ามาหาโลกทางตะวันตกเฉียงเหนือ ด้วยขนาดของรอยจารึก มูคประมาณว่าหินยักษ์นี้มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 6 ไมล์ แอสเตอรอยด์ เอ เริ่มลุกไหม้ในบรรยากาศโลกที่ความสูง 250 ไมล์ ทำให้มีหางเปลวไฟยาว 20 30 ไมล์และในไม่กี่นาทีต่อมามันก็แตกเป็น 2 เสี่ยง แต่กระนั้นก็ยังมี น.น. เป็นพันล้านตันในแต่ละส่วนทั้ง 2 วิ่งไถลไปบนพื้นทะเลทำให้เกิดเป็นคูแห่งเปอร์โตริโก และส่วนสะเก็ดเล็ก ๆ ไปตกอยู่ในบริเวณคาโรไลนาส์ชาร์ลสตัน

ชิ้นส่วนของดาวตกนี้อีกเสี่ยงได้ตกไปบนจุดอ่อนของสันเขาแอตแลนติค และทำให้ภูเขาไฟใต้น้ำตลอดแนวเริ่มปะทุระเบิดขึ้นเป็นลูกโซ่ แล้วทวีปแอตแลนติสก็ค่อย ๆ จมลงใต้ทะเลอย่างที่ไม่มีใครจะช่วยได้

มูคเขียนไว้ว่า "และแล้วทั้งเกาะก็ตกอยู่ในกองไฟ หินแมคม่าที่แดงจัดพอกับความร้อนในตัวขอบงมัน ถูกดันออกจากใต้ทะเลลึกของแอตแลนติค ทำให้เกิดไอน้ำร้อนพวยพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วก็ตามด้วยพายุหมุนทอร์นาโด กลุ่มไอน้ำกับเถ้าถ่านปกคลุมไปทั่วบริเวณ" มูคคิดเอาเองหรือ? ไม่เชิงเขาอ้างคำพูดของเพลโต "การเปลี่ยนทิศทางโคจรของดวงดาว และทุกสิ่งบนโลกก็พังพินาศอยู่ในกองเพลิง" เช่นเดียวกับนักทฤษฎีคนอื่น ๆ มูคพยายามอธิบายเหตุการณ์อื่น ๆ ด้วยสมมติฐานของเขา เขาอ้างว่าการเข้าชนของอุกกาบาตยักษ์นี้ทำให้การหมุนของโลกเปลี่ยนไปนั้นคือ หันขั้วโลกเหนือจากดวงอาทิตย์มากขึ้น และอากาศก็เปลี่ยนเป็นห้องเย็นไปอย่างรวดเร็ว มนุษย์เคยขุดพบช้างดึกดำบรรพ์แช่แข็งในอิริยาบทยืนอยู่ในบริเวณไซบีเรีย ซึ่งมูคก็เสนอตัวอธิบายข้อสงสัยนี้

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ดูจะเป็นความคิดเห็นที่ท้าทายจริง ๆ บางท่านอาจเห็นคล้อยตาม บางท่านอาจไม่เห็นด้วย ก็สุดแท้แต่ละคิด สิ่งหนึ่งที่เราน่าจะเห็นพ้องต้องกัน คือ ความกล้าในตัวบุคคลเหล่านี้ที่ได้แสดงออกซึ่งความคิดเห็นของตัวเองในทางที่ถูกความคิดเห็นที่มีหลักการ มีหลักฐานอ้างอิง ไม่ใช้ความคิดที่อ่อนเหมือนกันไข้หนักซึ่งล้มลงได้เมื่อยามต้องลม

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet