เรือโนอาห์ [Noah's Ark]
posted on 23 Mar 2007 16:42 by cutieparade
เรือโนอาห์ (อังกฤษ: Noah's Ark) ถูกกล่าวถึงในพระธรรมปฐมกาลบทที่ 6 ก่อนที่พระเจ้าจะทรงทำลายมนุษย์ด้วยการทำให้น้ำท่วมโลก พระองค์ทรงเห็นว่าโนอาห์เป็นคนชอบธรรม ดีพร้อมในสมัยนั้น และดำเนินกับพระเจ้า
ขนาด และรูปลักษณ์ของเรือโนอาห์
ในพระธรรมปฐมกาล พระเจ้าทรงให้โนอาห์ประกอบเรือตามแบบที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ดังนี้
วัสดุประกอบเรือ
ไม้สนโกเฟอร์
ความยาว 300 ศอก
ความกว้าง 50 ศอก
ความสูง 30 ศอก
จำนวนชั้น 3 ชั้น พร้อมดาดฟ้าเรือ มีหลังคาสูง 1 ศอก
ยาชันทั้งภายนอกภายใน
แบ่งเรือออกเป็นห้อง (ไม่ได้ระบุจำนวนห้อง)
สิ่งที่บรรทุกในเรือ
พระเจ้าทรงมีพระบัญชาให้โนอาห์นำสิ่งเหล่านี้ขึ้นไปบนเรือ
โนอาห์ และครอบครัว โดยมีลูกชายของโนอาห์ 3 คน ได้แก่ เชม ฮาม และยาเฟท
อาหารสำหรับโนอาห์ ครอบครัว และสำหรับสัตว์ที่พระเจ้าทรงกำหนด
สัตว์ นก และสัตว์เลื้อยคลานชนิดละ 1 คู่ (ตัวผู้ 1 ตัว และตัวเมีย 1 ตัว)

- จากเว็บมติชนค่ะ
เรือโนอาห์
เรือโนอาห์ไม่ได้มีตำนานแบบไททานิค แต่เป็นเรื่องเล่าปรัมปรามานานแล้วว่า
หลังจากที่ลูกหลานของอดัมและอีฟ เกิดขึ้นมามากมายในโลกใบนี้ โลกปะปนไปด้วยคนดีและคนชั่ว ซึ่งพระเจ้าเห็นว่าถึงเวลาล้างบางคนชั่วด้วยการสร้างน้ำท่วมใหญ่ แต่ก่อนจะลงมือกระทำการดังกล่าวก็ได้ออกเสาะหาคนดี ซึ่งก็ได้เจอเข้ากับกับนายโนอาห์ ที่เป็นคนดีและมีอายุยืนยาวถึง 500 ปี
พระเจ้าบอกกับโนอาห์ว่าจะทำให้เกิดน้ำท่วมโลกครั้งใหญ่ ซึ่งจะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง แต่จะยกเว้นโนอาห์ และครอบครัวของเขาเอาไว้ โดยแนะนำให้โนอาห์สร้างเรือที่สามารถบรรทุกครอบครัวของเขา และสัตว์ต่างๆเอาไว้ได้ โนอาห์ได้ทำตามคำแนะนำของพระเจ้า โดยสร้างเรือขึ้นมาเมื่อ 2465 ก่อนคริสตกาล โดยเรือโนอาห์ยาว 450 ฟุต หนัก 4,100 ตัน
เมื่อสร้างเรือเสร็จ โนอาห์ก็พาภรรยา ลูกชายทั้ง 3 คน และสะใภ้ พร้อมด้วยเจ้าสัตว์น้อยใหญ่อย่างละหนึ่งคู่ อาทิ หมา แมว นก ช้าง เป็นต้น ขึ้นไปอยู่บนเรือจากนั้นพระเจ้าก็จัดการปิดประตูเรือให้

แล้วฝนก็เริ่มตกติดต่อกันเป็นเวลานานถึง 40 วัน 40 คืน ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกจมอยู่ใต้น้ำ มีแต่เพียงเรือของโนอาห์เท่านั้นที่ปลอดภัยและลอยอยู่เหนือผิวน้ำ
สุดท้ายเมื่อฝนหยุดตกเรือของโนอาห์ก็ลอยไปเกยตื้นอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง ขณะนั้นทุกหนทุกแห่งยังคงเต็มไปด้วยน้ำ โนอาห์และพวกพ้องภายในเรือจึงยังออกไปไหนไม่ได้ และแล้วพระเจ้าก็บันดาลให้เกิดลมพัดทำให้น้ำค่อยๆแห้ง
ทางฝ่ายโนอาห์นั้นก็ส่งนกพิราบออกไปสังเกตลาดเลาว่าสมควรจะออกไปจากเรือได้หรือยัง ในครั้งแรกนกพิราบบินออกไปแล้วก็บินกลับมา เพราะทุกหนทุกแห่งยังเต็มไปด้วยน้ำ ครั้งที่สองโนอาห์ก็ส่งนกพิราบออกไปสำรวจอีก ปรากฏว่าเจ้านกน้อยกลับมาพร้อมกับกิ่งไม้เล็กๆ แสดงว่าน้ำเริ่มลดลงแล้ว
ต่อมาอีก 1 สัปดาห์ เจ้านกพิราบก็ถูกส่งออกไปอีกครั้ง และคราวนี้มันก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย ทำให้โนอาห์แน่ใจว่าเขาและพวกพ้องสามารถออกจากเรือได้แล้ว สำหรับระยะเวลาที่เรือโนอาห์ลอยลำอยู่บนผิวน้ำก็คือประมาณ 1 ปีกับหนึ่งเดือนกว่าๆ
เพื่อเป็นการขอบคุณต่อพระเจ้าที่รักษาชีวิตพวกเขาไว้จากเหตุการณ์น้ำท่วมโลกครั้งนั้น เขาได้สร้างป้ายบูชาหินเพื่อขอบคุณพระองค์
พระเจ้าได้ให้สัญญากับโนอาห์ว่าจะไม่ทำให้น้ำท่วมโลกอีก จะมีแต่สายรุ้งพาดผ่านอยู่บนท้องฟ้า ซึ่งสายรุ้งนี้จะเป็นเครื่องเตือนความจำในสัญญาของพระองค์

So God said to Noah, "I am going to put an end to all people, for the earth is filled with violence because of them. I am surely going to destroy both them and the earth. So make yourself an ark of gopher wood; make rooms in it and coat it with pitch inside and out. This is how you are to build it: The ark is to be 300 cubits long, 50 cubits wide and 30 cubits high. Make a roof for it and finish the ark to within one cubit of the top. Put a door in the side of the ark and make lower, middle and upper decks. I am going to bring floodwaters on the earth to destroy all life under the heavens, every creature that has breath of life in it..." Genesis 6:13-17
ข้อความข้างต้นมาจากพระคัมภีร์ เป็นสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับโนอาห์ ก่อนที่น้ำท่วมโลกครั้งใหญ่จะเกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นตำนานที่รู้จักกันดีกับเรื่องของโนอาห์และเรืออาร์ค แน่ล่ะครับ เรื่องน้ำท่วมโลกนี้ มีจริงแท้แน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะหลักฐานทางธรณีวิทยานั้น ระบุไว้ชัดเจนมากๆ ถึงกระนั้นเราก็แน่ใจไม่ได้หรอกว่า น้ำท่วมโลกนั้น เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ หรือการดลบันดาลจากพระผู้เป็นเจ้ากันแน่ จะอย่างไหนก็ช่าง ถ้าเคยน้ำท่วมโลกมาแล้วจริงๆ เรือของโนอาห์ก็น่าจะมีอยู่จริงเหมือนกันสิน่า... นักคิดหลายคนเคยคิดกันอย่างนั้น และนั่นก็เป็นต้นตอของการค้นหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์อีกอย่างหนึ่งของชาวคริสต์ วัตถุสำคัญชิ้นมหึมาที่หลายคนคาดกันว่า มันต้องซุกซ่อนอยู่มุมใดมุมหนึ่งของโลกนี้อย่างแน่นอน...
ในปี ค.ศ. 2959 นักบินที่ทำหน้าที่ทำแผนที่จากภาพถ่ายทางอากาศของ NATO ได้บังเอิญไปพบสิ่งประหลาดบริเวณที่สูงขึ้นมาจากตีนเขา ของเทือกเขา Ararar ราวๆ 15 ไมล์ ร้อยเอก Ilhan Durupinar แห่งกองทัพอากาศตุรกีรู้สึกพิศวงกับสิ่งประหลาดที่ค้นพบนั้น เขาจึงศึกษามันด้วยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า stereoscopic และพบว่า สิ่งประหลาดดังกล่าว มีรูปทรงคล้ายกับเรือลำหนึ่ง เรื่องนี้ได้รับการตรวจสอบอีกทีโดยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยโอไฮโอ Dr. Arthur Brandenberger
ท่านด็อกเตอร์ยืนยันว่า ภาพถ่ายดังกล่าวเป็นของจริง และไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของแสงเงาแต่ประการใด ดูเหมือนว่าวัตถุที่รูปทรงคล้ายเรือลำนั้น จะเป็นอะไรที่ไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมของเทือกเขามาตั้งแต่ต้น เพียงแต่ว่า... เรือลำเบ้อเริ่มลำนั้น ขึ้นไปทำธุระอะไรบนเทือกเขาสูงชันและหนาวเหน็บของตุรกีกันเล่าครับ?
จากสถานที่ที่พบ สิ่งเดียวที่จะเชื่อมโยงปริศนาชิ้นดังกล่าว และเป็นสิ่งเดียวที่ผู้คนพอจะหวนระลึกถึงได้นั้นก็คือ เรืออาร์คของโนอาห์ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล...
เดือนกันยายน ปี 1960 นิตยสาร LIFE ได้ลงภาพของเรือลำดังกล่าว พร้อมพาดหัวข่าวอย่างน่าสนใจว่า "Noah's Ark?" มีสกู๊ปพิเศษเกี่ยวกับโครงสร้างของเรือ โดยพิจารณษจากด้านหน้าและหลังขอตัวเรือ โครงสร้างหยาบๆรวมทั้งขนาดของมันคล้ายกับเรืออาร์คของโนอาห์ในพระคัมภีร์มากทีเดียว ด้วยเหตุนี้ กลุ่มนักวิชาการที่ชื่อว่า Archaeological Research Foundation จึงได้ส่งนักสำรวจกลุ่มหนึ่งเดินทางไปสำรวจเรือลำดังกล่าวในระยะใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากการสำรวจ ได้ผลสรุปออกมาว่า วัตถุคล้ายเรือดังกล่าวเป็นวัตถุที่แข็งเอามากๆ กล่าวคือสร้างจากวัสดุที่คล้ายโคลนหรือดินเหนียวที่ผ่านการเผาหรืออบด้วยอุณหภูมิสูงๆมาก สูงขนาดลาวาจากภูเขาไฟประมาณนั้นแหละครับ อีกประการคือ คณะสำรวจไม่พบชิ้นส่วนของไม้ หรือ ไม้ที่กลายเป็นหินแต่อย่างใด
การค้นพบของนักบินชาวตุรกีผู้นั้น หาได้เป็นการค้นพบเรือปริศนาจากยุคสมัยแห่ง Genesis ตามพระคัมภีร์เป็นครั้งแรกไม่ เอกสารและบันทึกตั้งแต่สมัยโบราณหลายชิ้น ได้กล่าวอ้างถึงการพบเห็นเรือ(ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเรือ)อาร์คอยู่หลายต่อหลายครั้ง Epiphanius บิชอปแห่งซาลามิส ได้ทรงบันทึกส่วนพระองค์เป็นข้อสังเกตเอาไว้ว่า เรืออาร์ค น่าจะยังคงอยู่ในบริเวณที่เรียกกันว่า "mountains of the Gordians," แต่บรรดานักท่องเที่ยวที่ไปที่นั่น ก็ไม่ได้เห็นอะไรที่สื่อไปถึงโนอาห์เลยแม้แต่น้อยนอกจากดินที่แห้งผาก นักท่องเที่ยวในสมัยศตวรรษที่ 12 Benjamin of Tudela กล่าวว่า Omar Ben al-Khatab เป็นผู้ทรงสั่งเคลื่อนย้ายวัตถุดังกล่าว เพื่อทำตามพระประสงค์ของพระองค์ที่ทรงจะสร้างมัสยิด

- จากเว็บสารคดีค่ะ
นักล่าเรือโนอาห์
การค้นพบซากเรือโนอาห์ในตุรกี
....."ฮัลเลลูยา !" อันโตนิโอ พาเลโก ตะโกนก้อง อย่างผู้มีชัย ขณะที่สายตา จับจ้องอยู่ที่ ซากเรือใหญ่ พอๆ กับเรือรบ ดำทะมึน ลำหนึ่ง ถูกฝังอยู่ ใต้น้ำแข็ง ในอ้อมกอดของ ภูเขาอรารัต ประเทศตุรกี ที่ปกคลุมไปด้วย หิมะขาวโพลน
หลังจาก ตะเกียกตะกาย ปีนขึ้นมาบนเขา นานหลายวัน มันคือ เรือในตำนาน
"มันคือ เรือของโนอาห์!"
ชาวคริสต์ส่วนใหญ่ คงจำเรื่องราวของ เรือโนอาห์ ได้ดี อันเป็นตำนาน ที่พระเจ้า ลงมาบอก ชายชรา เครายาวสีขาวชื่อ โนอาห์ ให้สร้างเรือ เพื่อช่วยชีวิตสัตว์บนโลกนี้ ก่อนที่พระเจ้า จะบันดาลให้เกิด น้ำท่วมโลก เพื่อชำระล้างความชั่วร้ายของมนุษย์
คนส่วนมากมักคิดว่า เป็นนิทานก่อนนอน แต่นักสำรวจ และผู้ฝักใฝ่ คัมภีร์ไบเบิลอย่าง พาเลโก เขาสาบานว่า เขาเจอ เรือโนอาห์ ของจริง บนภูเขาอรารัตแล้ว

จากการคิดคำนวณในพระคัมภีร์เก่า นักสำรวจ ชาวอิตาเลียนผู้นี้ พบว่า เรือได้ถูกเก็บรักษาไว้ในน้ำแข็งนานเป็นเวลากว่า ๔,๐๐๐ ปี มาแล้ว
พาเลโก อดีตนักเคมีวัย ๖๓ ปี ได้เอาภาพถ่าย ที่เขาถ่ายซาก เรือโนอาห์ มาวางเรียงต่อกัน ภายในบ้าน ของเขา และอธิบายว่า มันคือเรือขนาดยักษ์ มีความยาวประมาณ ๑๕๖ เมตร กว้าง ๒๕ เมตร สูง ๑๕.๕ เมตร หลักฐานสำคัญอีกชิ้นคือ เพื่อนนักสำรวจ ชาวฝรั่งเศสของเขา ได้พบเศษไม้ชิ้นเล็กๆ บริเวณเดียวกัน และต่อมา ได้รับการพิสูจน์ว่า มีอายุ อยู่ในช่วงเหตุการณ์ น้ำท่วมโลก
แต่เรื่องมันยุ่ง ฯ ตรงที่ นายพาเลโก ไม่ได้เป็นคนแรก ที่อ้างว่า พบซากเรือโนอาห์
นักล่าเรือโนอาห์ ซึ่งมีทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักโบราณคดี และนักภูมิศาสตร์ ต่างก็พากันบอกว่า ตนขุดพบซากเรือ ที่โน่นที่นี่ ไม่มีซ้ำกัน
แม้กระทั่ง หน่วยสืบราชการลับ ของสหรัฐอเมริกา หรือซีไอเอ ก็ยอมจำนนต่อหลักฐาน และเชื่อว่า ตำนานเรือของโนอาห์นี้ เป็นเรื่องจริง เมื่อเครื่องบินสืบราชการลับ ที่บินเข้าไปในเขตประเทศ โซเวียตเดิม ถ่ายรูปซากเรือ ที่อยู่บนภูเขามาได้
"นักสำรวจหลายคน โดยเฉพาะที่เป็น ชาวอเมริกัน มักขี้โม้ ชอบคุยว่า ตัวเองพบซากเรือโนอาห์ แต่รูปร่าง และขนาดที่เขาพบ ไม่ตรงกับ ในคัมภีร์ไบเบิลเลย แม้แต่ซีไอเอ ก็ตัดสินใจ ไม่เผยแพร่ภาพซากเรือ ที่พวกเขาถ่ายมาได้ หลังจากที่ เราออกมาวิจารณ์ว่า ซากเรือ ที่เขาพบนั้น มีขนาดไม่ตรงกับ พระคัมภีร์? นายพาเลโกกล่าว
พระคัมภีร์เก่า บรรยายไว้ว่า เรือของโนอาห์ มีความยาว ๓๐๐ คิวบิท กว้าง ๕๐ คิวบิท สูง ๓๐ คิวบิท (หนึ่งคิวบิท เท่ากับ ๕๐ ซม.) บรรทุกสิ่งมีชีวิต ชนิดละ ๒ ตัว
พระคัมภีร์บอกว่า "พระเจ้า ทรงตรัสกับ โนอาห์ว่า จุดจบของสิ่งมีชีวิต ได้มาถึงแล้ว เจ้าจงสร้างเรือขึ้นมาลำหนึ่ง..."
๔๐ วัน ๔๐ คืน ท่ามกลางห่าฝน และน้ำที่ท่วมสูง ผ่านพ้นไป ระดับน้ำก็ลดลง เรือของโนอาห์ ไปจอดอยู่บน ภูเขาอรารัต ซึ่งตั้งอยู่ทาง ตะวันออกเฉียงเหนือ ของตุรกี
พวกนัก (วิพากษ์) วิจารณ์ พากันคำนวณเล่น ๆ ว่า หากโนอาห์ ต้องช่วยชีวิต สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก ชนิดละหนึ่งคู่ ให้เสร็จทัน ๒๔ ชั่วโมง ตามคำบัญชา ของพระเจ้าแล้ว เขา ต้องต้อนสัตว์ขึ้นเรือ ด้วยความเร็ว วินาทีละ ๔๖๐ ตัว นักวิทยาศาสตร์ กลุ่มหนึ่ง ค้นพบ หลักฐานว่า บริเวณนี้ เคยเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่มาก เมื่อประมาณ ๗,๐๐๐ ปีที่แล้ว ปริมาณน้ำ มากกว่า น้ำตกไนแองการา ถึง ๒๐๐ เท่า สาเหตุเกิดขึ้นจาก ธารน้ำแข็ง เกิดละลายขึ้นมา แต่เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้น ก่อนตำนาน น้ำท่วมโลก
ส่วนทีมนักภูมิศาสตร์นั้น ค้นพบร่องรอย การเกิดเหตุการณ์ น้ำท่วมโลก ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ ๔,๐๐๐ ปีก่อน ระหว่างที่พวกเขา กำลัง ขุดสำรวจ ซากเมือง ในยุค สุเมเรียน ใกล้ๆ กับ แม่น้ำยูเฟรตีส ในอิรัก
กลุ่มนักภูมิศาสตร์ ที่ทำการสำรวจ ภูเขาอรารัต ยังได้พบ หินที่ถูกเจาะรู ซึ่งคาดว่า น่าจะเป็นหินที่ เรือโนอาห์ ผูกพ่วงท้าย เพื่อยึดเรือไว้
พาเลโก บอกว่า เขาจะกลับไปที่นั่น อีกครั้งหนึ่ง เพื่อเสาะหา หลักฐานอื่นๆ เพิ่มเติม ถึงเขาจะเดินทางมา สำรวจบนเขาลูกนี้ เป็นรอบที่ ๑๓ แล้ว แม้ว่าจะต้อง เสี่ยงต่อการ ถูกชาวเคิร์ด ที่ครั้งหนึ่ง เคยจับเขา ไปเป็นตัวประกัน

- จากเว็บโบราณคดีค่ะ
เรือโนอาห์ในตำนานอาหรับ
คัมภีร์ไบเบิลของคริสต์ศาสนากล่าวถึง สวนสวรรค์ Eden หอคอย Babel และเรือที่ Noah สร้างเมื่อพระเจ้าทรงบันดาลให้น้ำท่วมโลก ฯลฯ เรื่องเล่านี้ได้จุดประกายความคิดให้นักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นนักโบราณคดี นักมานุษยวิทยา นักประวัติศาสตร์ นักเทววิทยา หรือนักวิทยาศาสตร์ มุ่งค้นหาว่าสถานที่หรือสถาปัตย์วัตถุที่ปรากฏในคัมภีร์มีจริงหรือไม่ และถ้ามีขณะนี้มันอยู่ที่ใด เพราะทุกคนรู้ว่า ถ้าวัตถุดึกดำบรรพ์ที่เกี่ยวโยงกับเหตุการณ์ที่ระบุไว้ในคัมภีร์ไบเบิลยังมีอยู่ วิทยาศาสตร์จะช่วยวิเคราะห์ให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ที่สาบสูญไปดียิ่งขึ้น
เรื่องเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำท่วมโลกเป็น "นิทาน" หนึ่งที่ได้มีมานาน
เทพนิยายกรีกเล่าว่า เมื่อองค์เทพ Zeus ทรงเห็นว่า มนุษย์กำลังทำบาปหนักหนาสาหัสเช่น ทำโจรกรรม ต่อสู้ ก่อจลาจล ทำสงคราม ขโมย ฆาตกรรม ฯลฯ พระองค์ทรงตัดสินพระทัยจะกำจัดความชั่วร้ายให้หมดสิ้น โดยจะบันดาลให้น้ำท่วมโลก ยกเว้นกษัตริย์ Deucalion และมเหสี Pyrrha ผู้ซื่อสัตย์และมีคุณธรรม เมื่อเทพ Prometheus รู้ข่าวร้าย จึงได้บอกให้ Deucalion สร้างเรือขนาดใหญ่สำหรับตนและภรรยา ดังนั้นเมื่อฝนตกหนักเป็นเวลานาน 9 วัน 9 คืน คนทั้งโลกจึงจมน้ำตายหมด และเรือของคนทั้งสองก็ได้ลงจอดบนยอดเขา Parnassus ที่สูงที่สุดในกรีซเมื่อน้ำลด จากนั้น Deucalion ก็ได้โยนก้อนหินข้ามไหล่ และก้อนหินดังกล่าวได้กลายเป็นมนุษย์ผู้ชาย ส่วนภรรยาก็ได้โยนก้อนหินเช่นกัน เป็นมนุษย์ผู้หญิง และนี่ก็คือกำเนิดมนุษยชาติตามเรื่องเล่าในเทพนิยายกรีก
ชนชาว Sumerian เมื่อ 4,000 ปีก่อนนี้ ก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำท่วมโลกเช่นกัน ใน Gilgamesh ซึ่งเป็นวรรณคดีที่โบราณที่สุดในโลกว่า มีชายคนหนึ่งชื่อ Ziusudra ซึ่งอาศัยอยู่ในเมือง Shurrupak (ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในทะเลทรายระหว่างเมือง Basra กับ Baghdad ในอิรัก) ว่าได้เห็นเหตุการณ์น้ำท่วมโลก

แผ่นหิน Gilgamesh
คัมภีร์ Genesis ก็ได้กล่าวถึงเหตุการณ์น้ำท่วมโลกเช่นกันว่า เมื่อพระเจ้าทรงเห็นมนุษย์ที่พระองค์สร้างประพฤติตัวชั่วช้า พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยกำจัด โดยจะเหลือไว้แต่ Noah และครอบครัวผู้มีคุณธรรม จึงทรงบัญชาให้ Noah จัดรวบรวมนก และสัตว์ทุกชนิดอย่างละ 1 คู่ เพศเมีย-ผู้เพื่อนำมาหลบภัยในเรือลำใหญ่ที่มีขนาดยาว 300 cubits (1 cubit = 1 เมตร) และกว้าง 50 cubits เรือนี้ทำด้วยไม้ gopher และตัวเรือเคลือบด้วยยางน้ำมันดิบ ทั้งด้านนอกและด้านใน เพื่อไม่ให้น้ำเข้า เมื่อ Noah สร้างเรือเสร็จพระเจ้าได้บันดาลให้ฝนตกหนัก 40 วัน 40 คืน จนถึงวันที่ 17 เดือน 7 ฝนก็หยุดตก และน้ำเริ่มลด คัมภีร์ Genesis กล่าวถึงเทือกเขา Urartu ใน Armenia ว่าเป็นสถานที่ที่เรือ Noah ลงจอด แต่นักวิชาการปัจจุบันหลายคนคิดว่า ยอดเขา Ararat ในตุรกีเป็นสถานที่ที่น่าจะพบเรือ Noah มากกว่า เพราะ Ararat คือยอดเขาที่สูงที่สุดในตุรกี ดังนั้นขณะน้ำลดภูเขาลูกแรกที่จะโผล่เหนือน้ำต้องเป็นภูเขา Ararat ที่มีหิมะปกคลุมตลอดปี และมีชื่อเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า Aghri Dagh ซึ่งแปลว่า ภูเขาแห่งความเจ็บปวด ปัจจุบัน Ararat มียอดเขา 2 ยอดคือ Great Ararat ที่สูง 5,137 เมตร กับ Little Ararat ที่สูง 3,896 เมตร และช่วงบนของยอดเขาทั้งสองไม่มีต้นไม้ปกคลุม เมื่อถึงหน้าร้อนหิมะบนยอดเขาจะละลายนำความสมบูรณ์สู่ที่ราบ Anatolia ให้เกษตรกรชาวตุรกีได้ทำมาหาเลี้ยงชีพตราบจนทุกวันนี้
ในความพยายามค้นหาตำแหน่งของเรือ Noah ตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้มีการอ้างหลักฐานการเห็นซากเรือหลายครั้งเช่น เมื่อ 700 ปีก่อนนี้ หนังสือชื่อ Travels of Sir John Mandeville ที่เล่าว่ามีนักบวชคนหนึ่งเก็บเศษไม้ได้จากยอดเขา Ararat แต่ก็ไม่มีใคร ณ วันนี้รู้ว่า Sir John ในหนังสือนั้นคือใคร และมีตัวตนหรือไม่ และเมื่อ 200 ปีก่อนนี้ ความสนใจเกี่ยวกับเรือ Noah ได้บังเกิดอีกเมื่อวารสาร The New Eden รายงานว่า นักบินชาวรัสเซียคนหนึ่งชื่อ Vladimir Roskovitsky ขณะบินสำรวจผ่านยอดเขา Ararat เขาได้เห็นซากเรือขนาดใหญ่บนเขาลูกนั้น แต่ก็ไม่มีการติดตามไปดู จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2460 แม่ทัพรัสเซียท่านหนึ่งได้ส่งทหาร 150 คน ขึ้นไปดูซากเรือเพื่อนำรายงานไปบังคมทูลให้จักรพรรดิซาร์ (czar) ทรงทราบ แต่ได้เกิดรัฐประหาร คณะปฏิวัติ Bolshevik จึงได้ทำลายเอกสารรายงานหมด เพื่อไม่ให้ใครเชื่อคัมภีร์ไบเบิลอีกต่อไป ในปี พ.ศ. 2498 F. Navarra นักผจญภัยชาวฝรั่งเศสกับลูกชายได้เดินทางขึ้นยอดเขา Ararat และได้นำไม้โอ๊กแผ่นหนึ่งกลับลงมา ในหนังสือชื่อ Noah 's Ark : I Touched It เขาเล่าว่า เขาต้องหลบซ่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจของตุรกีเพื่อนำซากไม้ที่ยาว 2 เมตรออกนอกประเทศ ถึงแม้หนังสือเล่มนั้นจะมีภาพของสองพ่อลูกบนภูเขา แต่ก็หามีภาพของเรือไม่ และเมื่อ Navarra ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุของวัตถุโบราณวัดอายุของไม้เขาได้ข้อสรุปว่า ไม้นั้นมีอายุตั้งแต่ 4,000-6,000 ปี ซึ่งก็ตรงกับคำสอนในคัมภีร์ไบเบิลที่ว่า โลกถือกำเนิดเมื่อ 6,008 ปีก่อนนี้ และเหตุการณ์น้ำท่วมโลกเกิดขึ้นเมื่อ 5,000 ปีก่อนจริง
แต่การวัดอายุของไม้ในเวลาต่อมา 7 ครั้ง โดยใช้เทคโนโลยีคาร์บอน-14 ได้ข้อมูลว่า ไม้ของ Navarra มีอายุเพียง 1,214-1,384 ปีเท่านั้นเอง ตราบเท่าทุกวันนี้ ก็ยังไม่มีใครพบหลักฐานที่แสดงให้เห็นแม่นมั่นว่า เรือ Noah มีจริง ความโกลาหล การแอบอ้างต่างๆ ที่เกิดขึ้นเกิดจากการที่คนหลายคนเชื่อว่า ไบเบิลเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่บันทึกเหตุการณ์จริง แต่จริงไบเบิลเป็นเอกสารศีลธรรมที่พยายามสื่อสารให้คนอ่านรู้ว่า พระเจ้ามีจริง และทุกคนควรมีจริยธรรม และอยู่ในศีลในธรรม มิฉะนั้นก็จะถูกพระเจ้าลงโทษ
ถึงแม้ข้อสรุปเกี่ยวกับเรือจะยุติลงในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์ แต่ประเด็นเหตุการณ์น้ำท่วมโลก ก็ยังมีบุคคลสนใจมากมาย เมื่อ 4 ปีก่อนนี้ ในหนังสือชื่อ Noah 's Flood : The New Scientific Discoveries About the Event That Changed History. William Ryan แห่ง Lamont-Doherty Earth Observatory ที่เมือง Palisades ใน New York สหรัฐอเมริกาได้เสนอความเห็นว่า ในอดีตเมื่อ 8,000 ปีก่อนนี้ ได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งมโหฬารในบริเวณที่ราบรอบทะเลดำ (Black Sea)
ซึ่งอยู่ระหว่างยุโรปกับเอเชีย และเป็นทะเลสาบน้ำจืด น้ำทะเลได้ไหลทะลักผ่านเข้ามาทางช่องแคบ Bosphoues จนถึงทะเลดำทำให้ระดับน้ำในทะเลสาบเพิ่มสูงขึ้น 100 เมตร ในเวลา 3 ปี แต่ Ryan มิได้ระบุชัดว่า เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เกิดจากสาเหตุใด
ในวารสาร Paleoceanography ฉบับที่ 19 ปีนี้ Mark Siddall แห่งมหาวิทยาลัย Bern ในสวิตเซอร์แลนด์กับคณะได้รายงานการใช้คอมพิวเตอร์จำลองสถานการณ์น้ำท่วมในทะเลดำ และพบว่า เหตุการณ์น้ำท่วมโลกสามารถเกิดขึ้นได้ โดยคณะผู้วิจัยได้สมมติว่าในอดีตเมื่อ 10,000 ปีก่อนนี้ ซึ่งเป็นเวลาที่โลกกำลังตกอยู่ในยุคน้ำแข็ง Holocene ทะเล Mediteranean ทะเล Marmara และทะเลดำมีแผ่นดินคั่นอยู่ ณ เวลานั้นระดับน้ำในทะเลดำอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำในทะเล Marmara ประมาณ 100 เมตร และเมื่อน้ำแข็งละลายระดับน้ำในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และทะเล Marmara ได้เพิ่มสูงขึ้นๆ จนกระทั่งเมื่อ 8,400 ปีก่อนนี้ น้ำจากทะเล Marmara ก็ได้ไหลข้ามพื้นแผ่นดินที่คั่นระหว่างทะเล Marmara กับทะเลดำเข้าสู่ทะเลดำ
ในการศึกษารายละเอียดของเหตุการณ์น้ำท่วมว่ารุนแรง หรือราบเรียบเพียงใด Siddall กับคณะได้กำหนดให้กระแสน้ำท่วมมีความเร็วต่างๆ กัน แล้วศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นตามบริเวณขอบทะเลดำ และเขาก็ได้พบว่า ถ้ากระแสน้ำไหลช้าๆ แรง Coriolis ซึ่งเกิดจากการหมุนรอบตัวเองของโลก จะทำให้น้ำไหลขึ้นทางเหนือจะพุ่งเฉียงไปทางตะวันออก แต่ถ้ากระแสน้ำไหลเชี่ยว เพราะขณะนั้นได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวด้วย พลังไหลของน้ำจะมหาศาล จนมันสามารถไหลได้ทุกทิศทาง ปริมาณน้ำที่มากถึง 60,000 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เท่ากับ 20 เท่าของน้ำตก Niagara จะไหลพุ่งเข้าทะเลดำเป็นเวลานาน 33 ปี จนระดับน้ำในทะเล Marmara และทะเลดำเท่ากันน้ำจึงหยุดท่วม
งานค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไม่ยุติ เพราะนักวิชาการหลายคนคิดว่า นี่เป็นเพียงแบบจำลองทางจินตนาการ ที่ยังต้องการหลักฐานเชิงประจักษ์เช่น ตะกอนบริเวณท้องน้ำของทะเลดำว่า แสดงการเพิ่มของระดับน้ำในทะเลดำตามกาลเวลาอย่างไร และตรงกับผลการคำนวณหรือไม่ ซึ่งถ้าตรงก็แสดงให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์เหตุการณ์ที่กล่าวถึงในศาสนาได้


#1 By เฉาก๊วย on 2007-03-23 18:16