อาณาจักรอัสซีเรีย
posted on 12 Jan 2007 12:25 by cutieparadeอาณาจักรอัสซีเรีย (Assyrian) มีอายุประมาณ 1,000 612 B.C.

อาณาจักรแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอาณาจักรบาบิโลเนีย เริ่มตั้งแต่เทือกเขาเปอร์เซียนจรดทะเลเมดิเตอร์เรนเนียน โดยรวมทั้งอียิปต์ตอนเหนือ ฟินิเซีย และปาเลสไตน์
อาณาจักรอัสซีเรียได้รับอารยธรรมจากสุเมเรีย เช่นเดียวกับบาบิโลเนีย เพราะฉะนั้น ศิลปกรรมของอาณาจักรเหล่านี้มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ชนเผ่าอัสซีเรียมีนิสัยที่โหดร้ายทารุณ ตรงข้ามกับชาวบาบิโลเนียมีนิสัยที่อ่อนโยนและสุภาพ แต่เป็นสิ่งน่าแปลกมากที่ชาวอัสซีเรียกลับเป็นพวกที่มีอารยธรรมสูงไม่แพ้ชาวเมโสโปเตเมียกลุ่มอื่น ๆ
จากแผ่นจารึกที่นักโบราณคดีได้ค้นพบนั้นแสดงให้เห็นว่าชนกลุ่มนี้มีความสามารถในการแต่งบทประพันธ์และตำนานต่าง ๆ โดยจารึกเป็นอักษรคูนิฟอร์ม (Cuneiform) เก็บไว้ในสถานที่ที่เราอาจจะเรียกได้ว่าเป็นห้องสมุด การเขียนหนังสือของคนพวกนี้ใช้วิธีเดียวกับชาวสุเมเรียและชาวบาบิโลเนีย โดยใช้เหล็กจารลงบนดินเหนียวแล้วนำไปเผาไฟ แผ่นจารึกอักษรคูนิฟอร์มแบบนี้นอกจากจะเป็นบันทึกในทางประวัติศาสตร์ ตำนาน และคำประพันธ์แล้ว บางชิ้นยังมีลักษณะเป็นจดหมายสื่อสารอีกด้วย เพราะเหตุว่าแผ่นจารึกที่เป็นจดหมายเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ในก้อนดินเผา ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกับซองจดหมายเวลาเขย่าจะมีเสียงดัง เพราะฉะนั้น เวลาจะอ่านจดหมายเหล่านี้จำเป็นต้องทุบส่วนนอกก่อน แล้วจึงจะพบตัวจดหมาย

อักษร cunriform
อาณาจักรอัสซีเรียมีความเจริญมาช้านาน ตราบจนกระทั่งสิ้นสุดรัชสมัยของพระเจ้าอัสสุรบานิปาล (Assurbanipal) กรุงนิเนเวห์ (Nineveh) ได้ถูกทำลายลงโดยกองทัพร่วมของพวกมีเดีย และพวกบาบิโลเนีย หลังจากนั้นอาณาจักรอัสซีเรีย ได้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน อารยธรรมซึ่งเคยเจริญมาช้านานได้ดับวูบลง ปล่อยให้อาณาจักรบาบิโลเนียใหม่ของแคลเดียน (Neo Babylonian) ภาจใต้การนำของกษัตริย์ Nebuchadnezza ขยายพระราชอาณาจักรและจุดแสงแห่งอารยธรรมขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง

พระเจ้าอัสสุรบานิปาล
ศิลปกรรมของพวกอัสซีเรียส่วนใหญ่เป็นศิลปกรรมประเภทประติมากรรมและสถาปัตยกรรมมากกว่าศิลปกรรมในแขนงจิตรกรรม จากซากโบราณวัตถุที่ขุดพบได้จากอาณาจักรแห่งนี้ เราพอจะสรุปได้ดังนี้
สถาปัตยกรรม : ที่สำคัญที่สุดและแสดงให้เป็นถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอัสซีเรีย เราสามารถดูได้จากพระราชวังของพระเจ้าซาร์กอน (Sargon) ที่คอร์ซาบัด (Khorsabas) (คนละองค์กับพระเจ้า Sargon แห่ง Akkad) พระราชวังนี้สร้างประมาณ 2,340 2,180 B.C. ก่อเป็นกำแพงสูงทึบเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป นักโบราณคดีหลายท่านสันนิษฐานว่าการที่ก่อสร้างตึกสูงเป็นชั้น ๆ โดยมีพระราชวังอยู่ชั้นบนนั้นเพื่อให้พ้นจากภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ ถึงแม้ว่าตัวตึกจะสูงมาก แต่ก็สามารถเดินถึงขั้นบนสุดได้โดยทางบันไดหรือสามารถขี่รถม้า (Chariot) ขึ้นไป โดยอาศัยทางลาดสำหรับตัวพระราชวังก่อด้วยอิฐเคลือบ เพราะฉะนั้นพื้นผิวจึงมีลักษณะเป็นมันงดงามมาก เป็นที่น่าสังเกตว่าประตูทางเข้าซิกกูรัต ตัวกำแพงที่ทำหน้าที่ค้ำตัวอาคาร และบรรดาป้อมค่ายต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนมีรูปทรงเรขาคณิต โดยเฉพาะส่วนโค้งนับว่าเป็นรูปแบบที่สำคัญที่สุดในการสร้างพระราชวังพวกอัสซีเรีย พวกเขาสามารถสร้างให้ส่วนโค้งกับตัวอาคารอื่น ๆมีความสอดคล้องและสัมพันธ์กัน จากหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่ขุดพบได้ในพระราชวังคอร์ซาบัด (Khorsabad) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการนำเอาส่วนโค้งเข้ามาใช้ คือ ซากของท่อระบายน้ำและส่วนประกอบอื่น ๆ ที่พบนั้นเป็นรูปครึ่งวงกลม การที่ชาวอัสซีเรียได้นำเอาลักษณะโค้งเข้ามาใช้ในสถาปัตยกรรมนี้เอง ทำให้นักโบราณคดีส่วนมากเชื่อว่าศิลปกรรมของเมโสโปเตเมีย เป็นพื้นฐานทางศิลปกรรมของพวกอียิปต์ และยุโรปในสมัยต่อมา

พระเจ้าซาร์กอน

พระราชวังคอร์ซาบัค
อาณาบริเวณของพระมหาราชวังประกอบไปด้วย
- ตัวพระราชวังซึ่งมีหลังคาเป็นลานกว้าง
- ซิกกูรัต มีลักษณะเป็นเหมือนซิกกูรัตทั่ว ๆ ไป ในเมโสโปเตเมียเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
- ไฮลานิ (Hilani) หรือ บาซิลลิกา (Basillica) เป็นสถานที่ตัดสินและพิจารณาความมีลักษณะเป็นตัวตึก รูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก มีทางเข้าทางเดียว ประกอบด้วยเสา 2 ต้น ตรงทางเข้า ณ ที่นี้พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นทั้งนักปกครองและหัวหน้า พวกพระจเป็นผู้ตัดสินพิจารณาคดีความต่าง ๆ
- เขตเฉพาะสำหรับผู้หญิงที่เรียกว่า ฮาเล็ม (Harem)
- คอกม้าและที่เก็บราชรถ อยู่ด้านข้างทางลาดเพื่อคนเลี้ยงม้าจะได้เข้าและออกโดยสะดวก

ไฮลานิ
ประติมากรรม :
นิยมใช้สำหรับตกแต่งพระราชวังมี 3 แบบ คือ
ใช้สำหรับตกแต่งหน้าประตูทางเข้าและทางออก ทำหน้าที่เสมือนเป็นยามเฝ้าประตูคล้ายกับสฟิงซ์ (Sphinx) ของอียิปต์ซึ่งเฝ้าอยู่หน้าปิรามิด งานแบบนี้ขุดพบได้ที่พระราชวังอัสสุรบานิปาลที่ 2 (Assurbanirpal II) ที่เมืองนิมรัด (Nimrud) มีอายุประมาณ 884 859 B.C. แกะสลักเป็นแบบนูนสูง รูปวัว 5 ขา มีหัวเป็นคนและมีปีกคล้ายนก
ใช้สำหรับตกแต่งประดับฝาผนัง
นิยมแกะสลักแบบนูนสูงเป็นพระราชประวัติของพระมหากษัตริย์ หรือเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนา และรัฐพิธีต่าง ๆ ภาพแกะสลักเหล่านี้ได้แก่ ภาพพระเจ้าอัสสุรบานิปาลที่ 2 ทรงทำสงครามขยายอาณาจักร งานชิ้นนี้พบที่พระราชวังของพระเจ้าอัสสุรบานิปาลที่ 2 และอีกชิ้นหนึ่ง คือ ภาพสิงโตถูกยิงด้วยลูกธนู (Dying Lion) ภาพนี้เป็นประติมากรรมนูนสูงอีกเช่นกัน พบที่พระราชวังของพระเจ้าอัสสุรบานิปาลที่เมืองนินเนเวห์ (Nineveh) (ประมาณปี 668 662 B.C.)

เมืองนินเนเวห์
ประติมากรรมแบบลอยตัว ส่วนมากจะสลักเป็นรูปพระมหากษัตริย์ จุดประสงค์ของศิลปินนั้น มิใช่เพื่อให้เหมือนกับองค์จริงแต่เพียงอย่างเดียว หากมุ่งต้องการแสดงให้เห็นถึงอำนาจอันสูงสุดที่แฝงอยู่ในภาพนั้น เท่าที่ขุดพบได้คือภาพแกะสลักจากหินทรายแบบลอยตัวของพระเจ้าอัสสุรบานิปาลที่ 2 (Assurbanirpal II) พบที่เมืองนิมรัด (Nimmrud) งานชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงลักษณะเด่นของพระเจ้าอัสสุรบานิปาลที่ 2 คือ พระพักตร์ชาเย็น ดวงตาแข็งกร้าว ท่าทางเด็ดขาดจนดูเหมือนไร้ความกรุณาและค่อนข้างเผด็จการ ประกอบกับดาบเคียวที่ทางถืออยู่นั้น ๅ (Sickle Sword) เป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์อัสซีเรีย ซึ่งแสดงถึงอำนาจอันมหาศาลของกษัตริย์ที่จะบันดาลชะตาชีวิตของคนในอาณาจักรนั้น ๆ


ศิลปะการดนตรีของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย
การดนตรีมีความสัมพันธ์กับศาสนาเช่นเดียวกับอียิปต์ โดยใช้ขับกล่อมและบูชาเทพเจ้าในระยะแรก ๆ เป็นการสวดวิงวอนแบบง่าย ๆ ต่อมาได้วิวัฒนาการมาเป็นกวีนิพนธ์ ส่วนนักร้องได้พัฒนาจากการร้องเดี่ยวมาเป็นคณะนักร้องสลับกับการร้องเดี่ยวของพระ เพื่ออุทิศถวายแด่เทพเจ้าแต่ละองค์
จากการขุดสุสานโบราณได้พบเครื่องดนตรีประเภทพิณหลายชิ้น มีเค้าว่าได้พัฒนาจากคันธนูของโบราณ นอกจากนี้ ก็มีขลุ่ยอ้อ กลองสองหน้า นิยมใช้ในการประกอบพิธีกรรมและเล่นในราชสำนัก
การดนตรีของมนุษย์ในสมัยนี้ได้รับอิทธิพลจากศาสตร์ต่าง ๆ เช่น ศาสนา โหราศาสตร์ ปรัชญา และคณิตศาสตร์ เป็นต้น นักวิชาการเหล่านี้เชื่อว่าความเคลื่อนไหวของดวงดาวมีอิทธิพลต่อชะตาชีวิตมนุษย์ จักรวาลมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยการประสานองค์ประกอบต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ เมื่อมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล สิ่งสร้างต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น ศิลปะ และการดนตรี ต่างก็เป็นส่วนสะท้อนความเป็นจริงเกี่ยวกับจักรวาลด้วย จากความคิดนี้ได้นำไปสู่ทฤษฎีการแบ่งเสียงดนตรี โดยนำหลักคณิตศาสตร์ และโหราศาสตร์มาใช้อย่างประสานกลมกลืน โดยถือเอาเลข 4 ซึ่งมาจากฤดูทั้ง 4 คือ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว มาเป็นหลักในการแบ่งช่วงเสียงของสายเครื่องดนตรีออกเป็น 4 ส่วน ซึ่งต่อมาได้เป็นรากฐานของทฤษฎีดนตรีของยุคสมัยหลัง ๆ

เราชอบพวกสถาปัตยากรรมสวยๆมากเลยค่ะ
#1 By B-Ichise-\@q@/- on 2007-01-14 09:28