อาณาจักรสุเมเรีย

posted on 10 Jan 2007 13:37 by cutieparade

อาณาจักรสุเมเรีย (Sumeria)

มีผลงานศิลปกรรมที่เหลืออยู่บ้างจากการถูกทำลาย โดยข้าศึกศัตรูและสภาพดินฟ้าอากาศ ซึ่งจำแนกอยู่ในสาขาต่าง ๆ ดังนี้ คือ

จิตรกรรม : ภาพจิตรกรรมที่สำคัญ ได้แก่ ภาพเขียนพระนางชูบัด(Shubad) พบในสุสานเมืองเออร์ (Ur) มีอายุประมาณ 2,850 2,450 B.C.

ประติมากรรม : ส่วนใหญ่เป็นประติมากรรมแบบนูนสูง และลอยตัวเกี่ยวกับเทพเจ้ากษัตริย์ และบุคคลสำคัญในสมัยนั้น ซึ่งมีดังนี้ คือ

รูปสลักศีรษะผู้หญิงซึ่งขุดพบได้ที่เมืองอูรุค (Uruk) มีอายุประมาณ 3,500 3,000 ปีก่อนคริสตกาล รูปสลักชิ้นนี้นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า ดวงตาและคิ้วนั้นเดิมคงทำด้วยวัสดุทาสี ส่วนผมทำด้วยทองหรือทองแดง แต่สิ่งเหล่านี้ได้หลุดหายไปหมดแล้ว เหลือเพียงส่วนที่เป็นโครงหน้าและกะโหลกศีรษะเท่านั้น

ที่วิหารอาบู (Abu Temple) ที่เทลอัสมาร์ (Tell Asmar) มีหลายชิ้นด้วยกัน เช่น ประติมากรรมแบบลอยตัว มีอายุประมาณ 2,700 2,500 ปีก่อนคริสตกาล นักโบราณคดีสันนิษฐานว่ามีทั้งรูปเทพเจ้า Abu (เทพเจ้าแห่งพืชผัก) รูปสลักมหามาตาเทวี รูปสลักพวกพระและบุคคลที่น่าเคารพ เป็นต้น รูปสลักเหล่านี้ทำจากยิบซัมผสมกับพวกแร่ไหม้ไฟ เช่น อัสฟัลต์ และปิโตรเลียม


ภาพในวิหารอาบู

งานประติมากรรมแบบลอยตัวอีกชิ้นหนึ่งซึ่งสวยงามมาก ทำจากวัสดุพวกไม้ แต่ทาสีทอง เป็นรูปแพะมีปีกยืนใกล้ต้นไม้ (Billy Goat and Tree) งานชิ้นนี้พบที่เมืองอูร์ (Ur) สร้างเมื่อประมาณปี 2,600 B.C. ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ในกรุงฟิลาเดลเฟีย

ลักษณะเด่นชัดในงานประติมากรรมของสุเมเรีย คือ

รูปทรงมีลักษณะเป็นแบบเรขาคณิตมากกว่าที่จะเป็นแบบสัจนิยม (Realistic)

นิยมสลักดวงตาให้ใหญ่มากเพื่อใช้สื่อสารกับเทพเจ้า ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า ดวงตาคือหน้าต่างของวิญญาณ (Window of the soul)

ถ้าเป็นรูปเทพเจ้าจะมีขนาดใหญ่ และดวงตานิยมทาสี

การจัดภาพสำหรับประติมากรรมแบบนูนสูงนั้น ถ้าเป็นบุคคลสำคัญจะมีขนาดใหญ่ ส่วนตัวประกอบจะมีขนาดเล็กลงตามส่วน

นิยมใช้สีต่าง ๆ เข้ามาบ้างแล้ว โดยเฉพาะสีทองและสีฟ้า

สถาปัตยกรรม : อารยธรรมเมโสโปเตเมีย นิยมสร้าง Ziggurat ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสร้างด้วยวัสดุจำพวกอิฐและไม้ ความคงทนสู้งานสถาปัตยกรรมของอียิปต์ไม่ได้ เพราะงานของอียิปต์สร้างด้วยวัสดุจำพวกหิน ลักษณะสำคัญของซิกกูรัตก็คือเป็นปิรามิดแบบขั้นบันได ซึ่งในระยะแรกมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นวิหารสำหรับพวกพระประกอบพิธีกรรมในทางศาสนา แต่ต่อมากซิกกูรัตนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังของกษัตริย์ เช่น ซิกกูรัตที่เมืองอูร์ (Ur)


ซิกกุรัตน์

ซิกกูรัตที่ขุดพบได้ อาทิเช่น "The White Temple" พบที่เมืองอูรุค (Uruk) หรือวาร์กา (Warka) มีอายุประมาณ 3,500 3,000 ปี ก่อนคริสตกาล

นอกจากนี้ ยังมีสุสานอันเป็นสถานที่เก็บพระศพของกษัตริย์ เช่น สุสานของกษัตริย์อาบาร์กี (Abargi) และราชินีชูบัด (Shubad) สร้างประมาณ 2,570 ปีก่อนคริสตกาล ก่อด้วยหินขุดเป็นอุโมงค์ลงไปใต้พื้นดิน ภายในไม่ซับซ้อนเหมือนสุสานของอียิปต์โบราณ มีห้องสำหรับเก็บพระศพและสมบัติ ส่วนข้างนอกห้องเป็นอุโมงค์กว้าง มีหลุมหินหลายหลุม หลุมแรกสำหรับพวกทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ หลุมที่สองมีซากรถม้า เกวียน รวมทั้งซากวัวและม้า ตลอดจนซากคนขับรถ หลุมที่สามเป็นหลุมสำหรับนักดนตรี หลุมสุดท้ายเป็นหลุมของพวกนางสนมกำนัล บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นคนสนิทของพระาชาและพระราชินีที่ถูกสั่งให้ดื่มยาพิษ เพื่อตามไปรับใช้ในโลกหน้าอันเป็นความเชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตายของคนในสมัยนั้น

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

#1 By แม่น (222.123.153.15) on 2007-02-01 16:59