ประวัติความเป็นมาของซานตา คลอส

ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 3 หนูน้อยนามว่า นิโคลาส (Nicholas) ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในเมืองปาตารา ซึ่งอยู่ทางฝั่งทะเลตอนใต้ของตุรกี (ปัจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพัง) นิโคลาสได้รับการเลี้ยงดูอบรมให้นับถือศาสนาคริสต์ หากทว่าอาณาจักรโรมันซึ่งครอบครองแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอยู่ในสมัยนั้น ยังนับถือเทพเจ้าและกดขี่ชนคริสเตียน ทำให้ นิโคลาสและชาวคริสต์ทั้งปวงมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดหวั่น

ต่อมาบิดามารดาของนิโคลาสต้องเสียชีวิตลงด้วยกาฬโรค แต่ยังดีที่ทิ้งทรัพย์สมบัติมหาศาลไว้ให้กับบุตรชาย นิโคลาสในวัยหนุ่มจึงสุขสบาย และโดยที่เขาเป็นผู้มีน้ำใจ การมีทรัพย์สินจึงช่วยให้เขาสามารถสงเคราะห์ผู้ยากไร้กว่าได้อย่างง่ายดาย และสร้างตำนานที่สืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้

นั่นคือ เมื่อหนุ่มนิโคลาส ได้ทราบข่าวครอบครัวหนึ่งซึ่งยากจน จนถึงขั้นบิดา หัวหน้าครอบครัวตัดสินใจที่จะขายลูกสาวสามคนไปเป็นโสเภณี ทั้งนี้ เพราะใน ดินแดนแถบนั้นมีประเพณีว่า หญิงสาวจะต้องนำเงินทองไปขอหมั้นฝ่ายชาย แต่ผู้เป็นบิดาไม่มีเงินเพียงพอที่ใช้เป็นสินสอดหมั้นให้แก่ลูกสาวได้

นิโคลาส สงสารครอบครัวนี้ ในยามราตรี เขาจึงลอบแฝงความมืด เอาถุงใส่เหรียญทองคำโยนเข้าไปทางหน้าต่างบ้านเพื่อให้ใช้เป็นค่าสินสอด เขากระทำดังนี้ติดต่อกันสองวัน ผู้เป็นบิดาของสามสาวน้อยดีใจและฉงนใจมากว่า ใครหนอที่มาช่วยเหลือ ในคืนที่สาม เขาจึงเฝ้าแอบดูแล้วก็พบว่าบุคคลผู้นั้นคือหนุ่มน้อยนิโคลาสนั่นเอง

การแบ่งปันความสุขในรูปแบบของนิโคลาส จึงถือเป็นประเพณีที่นิยมปฏิบัติกันตามตำนานนี้ด้วยความที่เป็นผู้ยึดมั่นในศาสนา นิโคลาสจึงเข้าเป็นนักบวชคริสเตียนและต่อมาก็ได้เป็นบิชอป แล้วย้ายไปประจำอยู่ที่เมือง มายรา (Myra) ซึ่งท่านสามารถปฏิบัติ ศาสนกิจในตอนนี้ได้อย่างเต็มที่ เพราะคอนสแตนติน จักรพรรดิองค์ใหม่ของโรมเลิกเป็นปรปักษ์กับศาสนาคริสต์และยังให้ความสนับสนุนด้วย

ท่านสาธุคุณนิโคลาสได้ทุ่มเทชีวิตอุทิศให้ศาสนาจนมีชื่อเสียงเลื่องลือ กอปรกับตำนานเดิมที่ท่านได้ทำไว้ ทำให้เมื่อท่านมรณภาพ ในราวปี ค.ศ. 340 จึงได้มีการสร้างโบสถ์เก็บรักษาศพของท่านไว้ ณ เมืองมายรา และเมื่อผู้จาริกแสวงบุญได้มาคารวะศพของท่าน ก็ได้เห็นสิ่งอัศจรรย์บังเกิดขึ้น นั่นคือกระดูกของท่าน มีน้ำไหลซึมออกมา เรียกกันว่า มานนา (manna) ชาวบ้านได้ใช้เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ในการรักษาโรคต่างๆได้อย่างชะงัด

ผู้มีศรัทธาจึงได้ยกท่านขึ้นเป็นนักบุญเซนต์นิโคลาส

เสียงร่ำลือเกี่ยวกับ เซนต์นิโคลาส ดังไปไกลถึงเมืองเล็กๆชื่อ บาริ (Bari) ซึ่งเป็นเมืองท่า ของอิตาลี โดยเหตุที่บาริไม่มีสิ่งใดดึงดูดใจคนต่างแดน เทียบไม่ได้กับเวนิซ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานศพของเซนต์มาร์ค และมีผู้คนเดินทางไปเคารพกันมาก เหล่าพ่อค้าวาณิชแห่งบาริจึงคิดอ่านหาทางให้เมืองของตนมีความสำคัญขึ้นบ้าง โดยว่าจ้างนักโจรกรรมกลุ่มหนึ่งให้ไปลักขโมยกระดูกของนักบุญนิโคลาสจากโบสถ์เมืองมายรา

ในปี ค.ศ.1089 แม็ทธิว หัวหน้ากลุ่มโจรกรรม นำเรือเดินทางไปถึงมายราแล้วบุกไปถึงโบสถ์ จากนั้นก็บังคับนักบวชประจำโบสถ์ให้พาไปยังโลงศพของเซนต์นิโคลาส เขาใช้ค้อนทุบฝาโลง มีกลิ่นหอมพวยพุ่งออกมาน่าอัศจรรย์ แม็ทธิวแลเห็นกระดูกมีแสงเรืองรองดุจถ่านหินติดไฟ เขากระทำคารวะแล้วยกกระดูกขึ้นจุมพิต รวบรวมห่อหุ้มอย่างระมัดระวังนำลงเรือกลับไปยังอิตาลี

บรรดาพ่อค้าแห่งเมืองต่างเฉลิมฉลองอย่างยินดี และร่วมกันสร้างโบสถ์เพื่อบรรจุกระดูกเซนต์นิโคลาส โบสถ์นี้ได้จารึกชื่อแม็ทธิวพร้อมทั้งชื่อลูกเรือ รวมทั้งสิ้น 62 คนไว้ แม้เป็นวีรกรรมที่ไม่ถูกต้องทำนองคลองธรรมในสายตาผู้อื่น แต่สำหรับชาวเมืองบาริแล้ว นับเป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าให้แก่เมืองของเขาอย่างมหาศาล นอกจากจะมีผู้คนหลั่งไหลมาบูชากระดูกของท่านนักบุญแล้ว ในภายหลังก็ยังเป็นสถานที่กำเนิดของซานตา คลอส แห่งเทศกาลคริสต์มาส ที่ขจรขจายไปทั่วโลกอีกด้วย

แม้จะนำมาไว้ที่บาริ แต่ก็สร้างความมหัศจรรย์ได้เช่นกัน นั่นคือมีน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์มานนา ซึมออกมาอย่างสม่ำเสมอ นักจาริกแสวงบุญต่างก็พากันมาเอาน้ำมนต์ไปรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วย แม้แต่นักรบครูเสดก็ยังเอาขวดมารองรับมานนา เพื่อนำติดตัวไปในการทำศึก มิช้ามินานทั่วยุโรปก็มีการเฉลิมฉลองวันที่ 6 ธันวาคมของทุกปี อัน เป็นวันคล้ายวันมรณภาพของเซนต์ นิโคลาส

แต่จนล่วงมาถึงคริสต์ศตวรรษ ที่ 12 ซึ่งประเพณีมอบของขวัญแบบในปัจจุบันได้เริ่มขึ้น โดยเหล่านางชีแห่งฝรั่งเศสผู้ประทับใจในตำนานของนักบุญนิโคลาสได้กระทำตามท่าน นั่นคือเอาผลไม้ ถั่ว ขนมหวาน ใส่ลงถุงเท้า แล้วไปแขวนยังหน้าบ้านคนยากคนจน ในวัน เซนต์นิโคลาส มิช้าประเพณีนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วยุโรปอย่างรวดเร็ว หากทว่าในกาลต่อมา ได้มีเหล่ามิจฉาชีพถือโอกาสหากินโดยนำเอา ความศักดิ์สิทธิ์ของท่านนักบุญไปหลอกลวงขายเป็นเครื่องรางของขลังต่างๆ ทำให้ชาวบ้านหลงเชื่องมงายเสียทรัพย์สิน ทางการจึงสั่งระงับการเฉลิมฉลองในวันนี้

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ศรัทธาในเซนต์นิโคลาส ก็ยังมีอยู่มาก พวกเขาจึงขยับเลื่อนการฉลองไปผนวกกับเทศกาลคริสต์มาสอันเป็นวันคล้ายวันประสูติของพระเยซู สัญลักษณ์ของเซนต์ นิโคลาสจึงเกิดขึ้นในวันคริสต์มาสตั้งแต่นั้นมา

และก็เป็นอเมริกา ที่สร้างภาพท่านนักบุญขึ้นมาในนาม ซานตา คลอส (Santa Claus) โดยจิตรกรนาม โธมัส นาสต์ (Thomas Nast) ได้เขียนภาพซานตา คลอส ในแบบที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้แหละครับ

ประวัติวันคริสต์มาส

คริสต์มาส คือการฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้า เราเฉลิมฉลองกันในวันที่ 25 ธันวาคม คำว่า คริสต์มาส เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ Christmas ซึ่งมาจากภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า เพราะการร่วมพิธีมิสซา เป็นประเพณีสำคัญที่สุด ที่ชาวคริสต์ถือปฎิบัติกันในวันคริสต์มาส คำว่า Christes Maesse พบครั้งแรกในเอกสาร โบราณ เป็นภาษาอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1038 และคำนี้ก็แปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas คำทักทายที่เราได้ฟังบ่อย ๆ ในเทศกาล นี้คือ Merry Christmas คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า สันติสุขและความสงบทางใจ เพราะฉะนั้น คำนี้ จึงเป็นคำที่ใช้อวยพร คนอื่น ขอให้เขาได้รับสันติสุข และความสงบทางใจ เนื่องในโอกาสเทศกาลคริสต์มาส

ต้นคริสต์มาส

ในสมัยโบราณ "ต้นคริสต์มาส" หมายถึง ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากิน และทำบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า (ปฐก.3:1-6) ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ชาวคริสต์แสดงละครที่หน้าวัดถึงความหมายของคริสต์มาส และเอาต้นไม้ต้นหนึ่งไว้ตรงกลาง เพื่อประดับฉาก แสดงถึงบาปกำเนิดของอาดัมและเอวา ต้นไม้ที่ใช้เป็นต้นสน เนื่องจากเป็นต้นไม้ ที่หาง่ายที่สุด ในประเทศ เหล่านั้น การแสดงละครคริสต์มาสแบบนี้ มีมาเป็นเวลาช้านานหลายร้อยปี จนถึงศตวรรษที่ 15 พระสังฆราชหลายแห่งได้ห้ามแสดง เนื่องจากการแสดงนั้น กลายเป็นการเล่นเหมือนลิเก ล้อชาวบ้าน ผู้ปกครองบ้านเมือง และศาสนา ซึ่งไม่ตรงกับบรรยากาศของการฉลอง ชาวบ้านรู้สึกเสียดาย ที่ไม่มีโอกาส ดูละครสนุกๆ แบบนั้นอีก จึงไปสนุกกันที่บ้านของตน โดยเอาต้นไม้มาไว้ที่บ้าน หลังจากนั้น ก็เริ่มมีการแขวนลูกแอปเปิ้ล ขนมและของขวัญอย่างที่เห็นอยู่ ทุกวันนี้

นอกจากนั้น ชาวเยอรมันยังมีประเพณีอีกอย่างหนึ่งคือ มีการจุดเทียนหลายเล่มเป็นรูปปิรามิด ไว้ตลอดคืนคริสต์มาส โดยมีดาวของดาวิดที่ยอดปิรามิด ซึ่งประเพณีที่จะแขวนของขวัญและขนม ก็ได้รวมกับประเพณีของชาวเยอรมันนี้ มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 โดยเอาเทียนมาไว้ที่ต้นไม้ เป็นรูปทรงปิรามิด นี่เป็นที่มาของประเพณีปัจจุบัน ที่มีการแขวนของขวัญ และไฟกระพริบไว้ที่ต้นคริสต์มาส และมีดาวของดาวิดไว้ที่สุดยอด ประเพณีนี้
เป็นที่นิยมชมชอบของชาวตะวันตกอยู่มาก แม้ว่าประเพณีการตั้งต้นคริสต์มาส มีความเป็นมาดังกล่าว ชาวคริสต์ในสมัยนี้ ก็ยังนิยมทำกันอยู่ เพราะเห็นว่า มีความหมายถึงพระเยซูเจ้า ผู้เปรียบเสมือนต้นไม้แห่งชีวิต (ปฐก.2:9) ที่เขียวสดเสมอในทุกฤดูกาล ซึ่งหมายถึง นิรันดรภาพของพระเยซูเจ้า และนอกจากนั้นยังหมายถึง ความสว่างของพระองค์ เสมือนแสงเทียนที่ส่องในความมืด ทั้งยังหมายถึง ความชื่นชมยินดี และความสามัคคี ที่พระเยซูเจ้าประทานให้ เพราะต้นไม้นั้น เป็นจุดรวมของครอบครัวในเทศกาลนั้น

วันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Day)

ในประเทศอเมริกา ทุกวันพฤหัสบดีที่ 4 ของเดือนพฤศจิกายน จะเป็นวันขอบคุณพระเจ้าซึ่งชาวอเมริกันจะฉลองขอบคุณ สรรเสริญพระเจ้าที่อวยพระพรพวกเขาทั้งหลายให้มีความสุขทั้งกายและ ใจตลอดปีที่ผ่านมา และนับเป็นวันสำคัญสำหรับ ครอบครัวที่จะอยู่พร้อมหน้ากันทุกคนเพื่อรับประทานอาหารเย็น รวมทั้งพูดคุยถึงสิ่งที่ ต้องการขอบคุณพระเจ้า

ตามความเป็นจริงแล้ว วันขอบคุณพระเจ้านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์เลย แต่เป็นวันที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของ การอพยพตั้งถิ่นฐานครั้งแรกในอเมริกา ในปี ค.ศ. 1620

เริ่มจากชาวอังกฤษกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกตนเองว่า พิวริแทน (Puritans) นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบ ศาสนาในประเทศอังกฤษซึ่งในยุคนั้นเป็น นิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ (Church of England) ให้เป็นไปตามความเชื่อ เน้นความเรียบง่ายไม่หรูหรา ผลปรากฏว่าพวกพิวริแทน ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จนในที่สุดได้ตัดสินใจ ตั้งศาสนจักรเป็นของตนเอง เป็นเหตุให้เหล่าขุนนางอังกฤษไม่พอใจและเริ่มทำร้าย ประหัตประหารพวกพิวริแทน จนพวกเขาต้องหนีไปอยู่ที่ประเทศฮอลแลนด์ซึ่งยังได้รับปัญหาอีกจากการถูกข่มเหงรังแก สืบเนื่องมาจากศาสนา นอกจากนี้พวกเขา ยังรู้สึกเสียใจที่ลูกหลานไม่พูดภาษาอังกฤษ แต่ไปพูดภาษาดัทช์แทน ทำให้พวกเขาคิด ย้ายถิ่นฐานอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้พวกเขานึกถึงการย้ายถิ่นฐานไปยังดินแดนที่ไม่มีผู้ใดสามารถมายับยั้งหรือขัดขวางการนับถือศาสนา ตามความเชื่อแะความศรัทธาของพวกเขา จึงตัดสินใจเดินทางกลับประเทศอังกฤษ จากนั้นกลุ่มพิวริแทน พร้อมกับผู้โดยสาร อื่น ๆ ทั้งชายหญิงและเด็กจำนวน 102 คน บนเรือ เมย์ลาวเวอร์ (Mayflower) ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่โลกใหม่และพวกพิวริแทน เริ่มเรียกตัวเองว่าพิลกริม (Pilgrims) เนื่องมาจากการท่องหาดินแดนแห่งเสรีภาพทางศาสนานี้

ระหว่างการเดินทางโดยเรือในเดือนกันยายนเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดสำหรับการแล่นเรือข้ามมหาสมุทร อย่างไรก็ตามระหว่าง การเดินทางมีผู้เสียชีวิตเพียง 1 คนเท่านั้น และมีทารกแรกเกิด 1 คน ฉะนั้นจำนวนผู้โดยสารบนเรือยังคงมีจำนวนเท่าเดิม หลังจาก ใช้เวลาแล่นเรือประมาณ 65 วัน เรือเมย์ฟลาวเวอร์ มาจอดเทียบท่าที่ พรอวินซ์ทาวน์ฮาร์เบอร์ (Provincetown Harbor) ซึ่งอยู่ในปลายแหลมเคพคอด (Cape Cod) มลรัฐแมซซาชูเสท

ผู้นำกลุ่มพิวรีแทนทั้งหลายทราบดีว่า เพื่อการอยู่รอดในสังคมทุกๆ สังคมจำเป็นต้องมีกฎระเบียบสำหรับความประพฤติ อันเหมาะสม ดังนั้นผู้ชายประมาณ 41 คนที่อยู่บนเรือเมย์ฟลาวเวอร์ประชุมเลือก ผู้ว่าการรัฐคนแรก (The first governor) และเซ็นสัญญาเมย์ฟลาวเวอร์ (The Mayflower Compact) ซึ่งเป็นข้อตกลงทางการข้อแรกสำหรับการปกครอง ตนเองในประเทศอเมริกา หลังจากกลุ่มพิลกริมได้ใช้ชีวิตบนเรือประมาณ 1 เดือน และส่งผู้ชายกลุ่มเล็กกลุ่มหนึ่งออกไปสำรวจชายฝั่งอ่าวเคพคอด และเมืองพลีมัธ (Plymouth)

พวกผู้ช่วยได้พบท่าเรือแห่งหนึ่งซึ่งมีทรัพยากรสมบูรณ์มาก เหมาะต่อการเพาะปลูกและการประมงจึงกลับไปที่เรือรายงานสิ่งที่ พวกเขาได้ค้นพบ อีก 2-3 วัน ต่อมาพวกพิลกริมแล่นเรือเมย์ฟลาวเวอร์ข้ามอ่าวเคพคอดไปยังท่าเรือพลีมัธ และลงเรือเล็กมาเทียบที่ชายฝั่ง บนหินก้อนใหญ่ ก้อนหนึ่ง ในภายหลังหินก้อนนี้ได้รับการเรียกขานว่า หินพลีมัธ (Plymouth Rock) ซึ่งเป็นการเริ่มต้นการตั้งถิ่นฐานถาวรครั้งที่สองของชาวอังกฤษในอเมริกา

เมื่อเวลาผ่านไปเข้าสู่ฤดูหนาว (Winter) พวกพิลกริมต้องเผชิญกับการต่อสู้ภัยธรรมชาติ ซึ่งยากที่จะรับมือได้เนื่องจาก ไม่คุ้นเคยและไม่ได้รับการฝึกฝนทนกับความหนาวเย็น การใช้ชีวิตในป่าดงพงไพรอันเต็มไปด้วยโรคต่าง ๆ การทำงานหนัก ตลอดจนอาหารมีไม่เพียงพอ พวกเขาจึงได้รับความทุกข์ทรมานอย่างมากจนถูกคร่าชีวิตไปกว่าครึ่งหนึ่ง เมื่อสิ้นสุดฤดูหนาว จำนวนผู้รอดชีวิตเหลืออยู่แค่ 50 คนเท่านั้น

ในเช้าวันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิ อันเป็นฤดูกาลถัดจากฤดูหนาว ชายชาวอินเดียนแดงคน หนึ่งเดินเข้ามาในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของพลีมัธ และแนะนำตัวเองอย่างเป็นมิตรซึ่งในเวลาต่อมาเขาได้นำหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดง ชื่อแมสซาซอยท์ (Massasoit) นำของกำนัลต่างๆ มามอบให้พวกพิลกริม และยังเสนอความช่วยเหลืออีกด้วย โดยสมาชิกในเผ่าของแมสซาซอยท์ได้สอนวิธีการล่าสัตว์ จับปลาและปลูกพืชให้กับพวกพิลกริม นอกจากนี้ยังสอนวิธีการใช้ปลา เป็นปุ๋ยสำหรับปลูกข้าวโพด (Corn) ฟักทอง (Pumpkins) และถั่ว (Beans)มีผลให้พวกพิลกริมสามารถเก็บเกี่ยว พืชผลได้อย่างดีมาก

ผู้ว่าการวิลเลี่ยม แบรดฟอร์ด (William Bradford) เจริญรอยตามแบบแผนประเพณีเก่าแก่ที่เคยปฏิบัติกันมา ได้กำหนดวันเพื่อขอบคุณพระเจ้าในฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 1621 และยังได้ใช้โอกาสทางศาสนานี้สร้างสายสัมพันธ์ อันดีงามระหว่างพวกพิลกริม และเพื่อนบ้านชาวอินเดียนแดงเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ผู้ว่าการวิลเลี่ยมจึงเชื้อเชิญหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดง นายแมสซาซอยท์ และผู้กล้าของเขาให้มาร่วมงานสังสรรการเฉลิมฉลองวันขอบคุณพระเจ้านี้ ซึ่งพวกอินเดียนแดงรับคำเชิญ ด้วยความยินดี และส่งเนื้อกวางมาร่วมงานเลี้ยง ชายฉกรรจ์พิลกริมทั้งหลายจึงออกไปล่าสัตว์ และกลับมายังที่พักพร้อมกับไก่งวง (Turkey) และสัตว์ป่าอื่นๆ ส่วนผู้หญิงเตรียมอาหารอร่อยๆ ซึ่งทำมาจากข้าวโพด ลูกเเครนเบอรี่ (Cranberry) ผลสควอช (Squash) และฟักทอง

อาหารมื้อเย็นสำหรับขอบคุณพระเจ้าครั้งแรกเสร็จเรียบร้อยและถูกนำมาเสริฟนอกบ้าน รวมทั้งกองไฟกองใหญ่ที่ก่อขึ้น เพื่อให้ผู้จัด (Hosts) และแขกผู้มาเยือน (Guests) รู้สึกอบอุ่นถึงแม้ว่าเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงก็ตามรวมจำนวน ของผู้มาร่วมงานเลี้ยงขอบคุณพระเจ้าครั้งแรกประมาณ 90 คน และการฉลองนี้ใช้เวลานานถึง 3 วัน ในวันแรกของงานเลี้ยง พวกอินเดียนแดงใช้เวลาหมดไปกับการกิน ส่วนวันที่สองและสามพวกเขาใช้เวลาต่อสู้แบบมวยปล้ำ วิ่งแข่ง ร้องเพลงและเต้นรำกับ คนหนุ่มสาวในอาณานิคมพลีมัธนับเป็นงานเลี้ยงที่ประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง

ประเพณีการฉลองวันขอบคุณพระเจ้าของคนอเมริกันในยุคปัจจุบัน มีที่มาจากการฉลองวันขอบคุณพระเจ้าครั้งแรกดังกล่าว ดังนั้นอาหารหลักบนโต๊ะอาหารในวันนี้ซึ่งถือเป็นอาหารประจำเทศกาลขอบคุณพระเจ้าจะมีไก่งวงอบยัดไส้ (Roast turkey with stuffing) ผลสควอชขนมปังข้าวโพด (Corn bread) และซอสแครนเบอร์รี่ (Cranberry sauce) พายฟักทอง (Pumpkin pie) เช่นเดียวกับอาหารที่หาและเก็บเกี่ยวได้ ในยุคสมัยนั้น

ทุก ๆ ปีชาวอเมริกันประมาณห้าแสนคน จะเดินทางไปเยี่ยมชมเมืองพลีมัธซึ่งกลายเป็นเมืองนำสมัยที่ยกย่องเทิดทูนอดีตกาล ยุคแรกเริ่มของชาวอเมริกันที่นี่ นักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมเรือเมย์ฟลาวเวอร์สองได้ซึ่งเป็นเรือที่สร้างเลียนแบบ แรือเมย์ฟลาวเวอร์จริง เยี่ยมชมหินพลีมัธ และใช้เวลาเดินชมหมู่บ้านจำลองของพวกพิลกริมในสมัยแรกเริ่ม ซึ่งจะได้เห็นการดำเนินชีวิตจริง ในยุคนั้น ชาวอเมริกันรุ่นใหม่รู้สึกภาคภูมิใจ และทนงในบรรพบุรุษที่มี ความกล้าหาญของพวกเขาเหล่านี้ซึ่งมีสิ่ง อำนวยความสะดวกน้อยมากถ้าเทียบกับมาตรฐานการ ดำเนินชีวิตในปัจจุบัน แต่พวกเขายังรู้สึกขอบคุณสำหรับสิ่งที่ได้รับอันมีคุณค่าอย่างยิ่งหาใดมาเปรียบได้นั่นก็คือ การเก็บเกี่ยวพืชผลที่ดีเสรีภาพในการดำเนินชีวิตและสักการะบูชาตามความเชื่อและปราถนาของพวกเขาเอง

ส่วนเรื่องมิสเซิลโท ยังหาไม่เจอค่ะ


มิสเซิลโท

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โอ้ว ว้าว ลุงซานตา ตัวใหญ่บะเริ่ม

#1 By หมาปุ๊ก on 2007-01-07 22:30

อืม...
ดีจัง ๆ ชอบ ๆ ไม่เคยรู้เลยนะเนี่ย ฮุฮุ...

#2 By ZoRa_M* on 2007-01-08 21:30

ไม่เป็นไรค่ะ
ขอบคุณมากๆค่ะ
ข้อมูลมีสาระ ชอบมากๆค่ะ

#3 By asirup on 2007-01-11 01:16

รู้ว่าคน หนุ่มสาว จะจูบกัน ใต้ช่อ มิสเซิลโท
อ้อเป้นแบบนี้นี่เองเรานึกว่าเค้าจะเป้นแบบนั้นจริงๆซะอีกที่แม้ก้นักบุญ

#5 By "AKaTesshi" on 2008-01-25 17:45

Hot! Hot! Hot!

คำเดียวที่เม้น "ชอบ"

#6 By Dreamcatcher on 2009-07-05 15:15