ตำนานการไหว้พระจันทร์
posted on 04 Jan 2007 21:06 by cutieparade
...วันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนแปดของทุกปีเป็นวันไหว้พระจันทร์ของชาวจีน ในคืนวันไหว้พระจันทร์ ดวงจันทร์สว่างและกลม ถือว่าสวยที่สุด ผู้คนถือว่าดวงจันทร์ที่กลม...
วันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนแปดของทุกปีเป็นวันไหว้พระจันทร์ของชาวจีน (ในปีนี้ตรงกับวันที่ 11 กันยายน 2546)
ในคืนวันไหว้พระจันทร์ ดวงจันทร์สว่างและกลม ถือว่าสวยที่สุด ผู้คนถือว่าดวงจันทร์ที่กลมเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของความสามัคคี ดังนั้นจึงเรียกเทศกาลนี้ว่า "เทศกาลแห่งความกลมเกลียว"
ความเป็นมาของขนมไหว้พระจันทร์มีเรื่องเล่าอยู่มากหลาย บางเรื่องเล่าว่า แต่เดิมชาวจีนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพกสิกรรม หลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตในแต่ละปีเสร็จสิ้นลง บรรดากสิกรชาวจีนทั้งหลายจะทำพิธีสักการะเทพเจ้าแห่งกสิกรรมคือ พระจันทร์ และยังเชื่อว่าบนพระจันทร์มีกระต่ายอยู่ และกระต่ายนั้นเป็นผู้ก่อให้เกิดพืชพันธุ์ต่างๆ
เรื่อง "ฉังเอ๋อเหินสู่ดวงจันทร์" ปรากฎเป็นครั้งแรกในยุคต้นของสมัยจั้นกว๋อ ( สมัยสงครามระหว่างรัฐ ) เล่าเรื่องราวของฉังเอ๋อที่ได้กินยาอายุวัฒนะของเจ้าแม่ซีหวังหมู่ ทำให้คงความสวยอยู่เสมอ ไม่แก่ ไม่ตายและสามารถเหาะได้ แล้วไปเป็นเทวีแห่งดวงจันทร์ เมื่อถึงฤดูหนาวนางจะนำเอาน้ำอมฤตพรมลงมายังโลก ทำให้ต้นข้าวเจริญงอกงามออกรวงได้ผลผลิตดี ชาวจีนจึงเอาข้าวที่ปลูกได้นั้นมาทำขนมประกอบพิธีเพื่อขอบพระคุณพระจันทร์อีกทีหนึ่ง
เมื่อถึงสมัยราชวงศ์สุยและถัง เนื่องจากผู้คนในสมัยนั้นมีความนิยมที่จะชื่นชมดวงจันทร์ว่าสวยและดูน่ารักใคร่ ดังนั้นทัศนะที่มีต่อฉังเอ๋อผู้ซึ่งอาศัยอยู่บนดวงจันทร์ว่าเป็นผู้ที่อ่อนหวาน สวยงาม ฉลาด มีจิตใจดีงาม มีความสามารถในการร้องรำ เป็นต้น
และมีเรื่องหนึ่งที่เป็นที่นิยมเล่าขานกันมามาก
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อสมัยที่โลกยังคง มีดวงอาทิตย์ สิบดวงล้อมรอบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนให้แสงสว่างและความร้อน บนพื้นพิภพเต็มไปด้วยจอมยุทธ์ ผู้กล้า และผู้คนอาศัยอยู่กันอย่างสงบสุขจน ทำให้เป็นที่อิจฉาของเหล่าเซียนเทวดา พวกเซียน รู้สึกว่าผู้คนเริ่มไม่ให้ความเคารพนับถือพวกเขา เขาจึงทำให้ดวงอาทิตย์ทั้งสิบดวงให้สาดส่องแสงอันแรงกล้าลงมายังพื้นโลกพร้อมกัน ทำให้โลกร้อนระอุเป็นเพลิง ส่วนที่เป็นน้ำก็เหือดแห้งไป ภูเขาถล่มแผ่นดินแยก ต้นไม้ใบหญ้าแห้งกรอบ ผู้คนไม่มีที่จะไปหลบซ่อนอาศัย
เหล่าเซียนและเทวดาหวังที่จะให้ผู้คน ร้องขอและกลับมาเกรงกลัวพวกเขาอีกครั้ง แต่แผนการก็ต้องล้มเหลวเมื่อมีชายหนุ่มนักแม่นธนูมีนามว่า โฮ่วอี้ อาสาที่จะช่วยเหลือ โดยยิงธนูเพื่อดับดวงอาทิตย์และ โฮวอี้ เขาเป็นผู้ที่มีฝีมือในการยิงธนูได้อย่างมหัศจรรย์มาก เขาได้ยิงธนูขึ้นสู่ฟ้า เพียงดอกเดียวก็ยิงถูกดวงอาทิตย์ตกลงมาถึงเก้าดวง เหลือดวงที่สิบไว้เพียงดวงเดียว เพื่อยังคงส่องแสงสว่างให้แก่โลก ทำให้พื้นพิภพกลับมาสงบสุขอีกครั้ง

ผู้คนต่างร่ำร้องสรรเสริญโฮ่วอี้ว่าเป็นวีรบุรุษและแต่งตั้งให้เขาเป็นฮ่องเต้ แต่ก็โชคร้ายเหลือเกินอาทิตย์ดวงที่เก้าที่ เขายิงตก เป็นราชบุตรขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้ พระจักรพรรดิแห่งสวรรค์ ซึ่งทรงกริ้วและเสียพระทัยกับการสูญเสียราชบุตรสุดที่รักไป จึงสั่งให้นางกำนัลแห่งสวรรค์มีนามว่า ฉังเอ๋อ นำยาพิษไปให้ โฮ่วอี้ โดยให้หลอกว่าเป็นยาอายุวัฒนะหากกินก็จะทำให้สามารถมีชีวิตที่เป็นนิรันดร์ ฉังเอ๋อได้รับคำสั่ง จึงนำยาไปมอบให้แก่ โฮ่วอี้ แต่เมื่อนาง เห็นหน้าชายหนุ่มก็เกิดความรักและเห็นใจ
โฮ่วอี้ ก็เช่นกันเมื่อได้เห็นความงามของ ฉังเอ๋อ ก็เกิด ความรักขึ้น แต่นางฉังเอ๋อก็คงส่งมอบยาให้แก่โฮ่วอี้ ตามคำสั่งที่ได้รับมา แต่บอกว่ายานี้ยังกินไม่ได้จนถึง วันที่ 15 ค่ำเดือนแปด ด้วยความหวังว่านางอาจจะสามารถหาวิธีที่ทำ ให้เง็กเซียน ฮ่องเต้ทรงเปลี่ยนพระทัย หรือหาวิธีช่วยชีวิตชายคนรักได้ นางใช้ชีวิตอยู่กับโฮ่วอี้ ถึง 7 วัน จนเมื่อถึงวันที่ 15 ค่ำ ตามที่นางได้กล่าวไว้กับ โฮ่วอี้ นางก็ยังคงไม่สามารถคิดหาวิธีช่วยชีวิตเขาได้
ดังนั้นในคืนวันที่ 15 ค่ำเดือนแปดก่อนที่ โฮ่วอี้ จะกินยาพิษ นางจึงตัดสินใจชิงยาพิษเม็ดนั้นมากินแทนสามีสุดรัก แต่ยากลับไม่ได้ทำให้นางตาย ชั่วอึดใจนางก็รู้สึกว่าตัวของนางเบาและเริ่มล่องลอยขึ้นสู่ฟากฟ้าเบื้องบน ลอยสูงจนไปถึงดวงจันทร์ ด้วยความตื่นตระหนกนางเริ่มที่จะหายใจไม่ออก และเริ่มไอ ซึ่งทำให้ยาหลุดออกมาจากลำคอของนาง เนื่องจากนางนั้นไม่สามารถบินได้อีกนาง จึงไม่สามารถลอยกลับลงมายังโลกได้จึงต้องใช้ชีวิตอยู่ในพระจันทร์นั้นเอง
ตำนานนี้เป็นที่เล่าขานต่อๆ กันมาและนี่คือ เหตุผลว่าทำไมชาวจีนจึงนับถือนางในพระจันทร์ กราบไหว้เพื่อให้ความดี ความงามของนางได้สาด ส่องลงมายังโลกมนุษย์ ให้เกิดความสงบสุขไป ทั่วหล้า ทำให้มนุษย์ที่เป็นหญิงได้มีรูปโฉมที่งดงามเช่นนาง และขอให้ความดีงาม ของนางปกปักรักษา คุ้มครอง โลกมนุษย์ต่อไป
เรื่องเล่าขานตำนานขนมไหว้พระจันทร์ยังมีอีกมาก แต่ที่ถูกหยิบยกมากล่าวอ้างกันอยู่เสมอ มีเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวโยงกับพงศาวดารจีน
เมื่อประมาณ 600 ปีก่อน เล่ากันว่ายุคสมัยปลายราชวงศ์หยวน เจงกิสข่านแห่งมองโกลเข้ายึดครองแผ่นดินใหญ่และปกครองชาวจีนอย่างเข้มงวด มีการริบอาวุธของชาวจีนและออกกฎข้อบังคับให้ชาวจีน 3 ครอบครัวมีมีดหั่นผักไว้ใช้ได้เพียง 1 เล่มเท่านั้น หากมีเกินจะถูกจับฐานเป็นกบฏ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวจีนแข็งข้อลุกขึ้นต่อสู้ นอกจากนี้ชาวจีน 3 ครอบครัวต้องรับภาระบริการเลี้ยงดูปรนนิบัติชาวมองโกล 1 คน
ภายใต้การปกครองและกฎระเบียบของมองโกล ชาวจีนได้ก่อตั้งขบวนการใต้ดินและคิดอุบายจัดงานไหว้พระจันทร์ขึ้น มีการทำขนมเปี๊ยะขนาดใหญ่มีไส้หนาและให้มีธรรมเนียมการมอบขนมให้กันในหมู่ญาติมิตร ที่จริงแล้วภายในขนมมีการซ่อนจดหมายนัดแนะกันกำจัดพวกมองโกล โดยกำหนดไว้ที่เวลาเที่ยงคืนของวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งเป็นคืนที่กำหนดให้มีงานไหว้พระจันทร์
เมื่อถึงเวลาตีเกราะเคาะร้องบอกกันแล้ว ก็ลงมือสังหารชาวมองโกล ภายหลังเมื่อชาวจีนได้เอกราชคืน ได้ถือ วันเพ็ญเดือนแปด เป็นวันไหว้พระจันทร์เรื่อยมา

ขนมไหว้พระจันทร์ทำมาจากแป้งสาลีที่มีลักษณะกลมแบน ซึ่งหมายถึงความสามัคคีกลมเกลียวของเหล่าวีรบุรุษนักรบชาวฮั่นโบราณที่ช่วยกอบกู้ชาติคืนจากชาวแมนจูได้นั่นเอง
ตามที่เล่าขานสืบต่อกันมานั้น ขนมไหว้พระจันทร์ปรากฎขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง ครั้นถึงราชวงศ์ซ่ง ( ซ้อง ) ก็ยิ่งเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น ขนมไหว้พระจันทร์นั้นไม่เพียงแต่เป็นขนมที่สืบทอดกันมาโดยถือว่าเป็นผลิตผลจากสี่ฤดูกาลเท่านั้น ในด้านการทำ รสชาติก็ยังแตกต่างกันไปในแต่ละถิ่นที่ด้วย เช่นขนมไหว้พระจันทร์แบบซูโจว ขนมไหว้พระจันทร์แบบกว่างตง ( กวางตุ้ง ) ขนมไหว้พระจันทร์แบบเป่ยจิง ( ปักกิ่ง ) ฯลฯ แม้แต่ในท้องถิ่นเดียวกัน ก็ยังมีการทำไส้ขนมที่ต่างกัน ลวดลายขนผิวขนมก็ต่างกัน และก็เรียกชื่อต่างกันไป เช่น ไส้ผลไม้ ไส้ถั่วแดง ไส้ลูกบัว ไส้แฮม ไส้ไข่เค็ม เป็นต้น
ในประเทศไทยได้ใส่ไส้ที่แตกต่างออกไป เช่น พุทราจีน ทุเรียน ชาเขียว ลูกพลับ เกาลัด และผลไม้ 5 ชนิด ได้แก่ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เม็ดแตง เม็ดสมอ เม็ดบัว และฟักเชื่อม

เนื่องจากตำนานเรื่องต่างๆที่เล่าขานเกี่ยวกับดวงจันทร์ทั้งหลายนี้ ดังนั้นนับแต่สมัยโบราณเป็นต้นมา ผู้คนก็จะมีประเพณีการชมและบูชาดวงจันทร์ จักรพรรดิถือความนิยมในการบูชาพระอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิ และบูชาพระจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วง พวกราษฎรก็มีประเพณีการบูชาพระจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วงด้วยเช่นกัน
ในการบูชาพระจันทร์นั้น ตามปกติพิธีจะเริ่มหลังจากที่ดวงจันทร์ขึ้นแล้ว ธรรมเนียมการไหว้พระจันทร์ คนจีนนิยมจัดการไหว้ที่หน้าบ้าน จัดวางของไหว้วางบนโต๊ะขนาดใหญ่ อาจมีทั้ง ขนมอี้ ขนมโก๋ ขนมเปี๊ยะ ถั่ว รากบัว ผลไม้ ฯลฯ และขนมไหว้พระจันทร์ ไส้ต่างๆ ประดับด้วยอ้อยมัดเป็นซุ้มอย่างสวยงาม ขนาบสองข้างด้วยโคมจีนดวงโตซึ่งให้ผู้หญิงเป็นคนรับผิดชอบ เพราะมีความเชื่อว่าการไหว้พระจันทร์เปรียบดังการบูชาวีรบุรุษกู้ชาติที่ถูกทหารแมนจูสังหาร ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวโบราณที่ว่า "ผู้ชายไม่ไหว้พระจันทร์ ผู้หญิงไม่ไหว้เทพเจ้าเตาไฟ"
พิธีกรรมเริ่มต้นเมื่อผู้หญิงที่เป็นใหญ่ในบ้าน พาผู้หญิงสมาชิกยกของไหว้มายังซุ้ม ตั้งแต่เวลา 1 ทุ่มไปจนถึงเที่ยงคืน สมาชิกที่เข้าร่วมพิธีสวดขอพรจากเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ หลังจากนี้อาจมีกิจกรรมรื่นเริงอื่นๆ เช่นเล่นผีกระเช้า โดยใช้เสื้อตัวใหญ่มาคลุมกระเช้าไว้ แล้วถามเรื่อง โชคลาภ สุขภาพ ความรัก จนกว่าพิธีจะสิ้นสุด
ในฐานะที่ขนมไหว้พระจันทร์เป็นสิ่งของสำคัญในการบูชาดวงจันทร์ หลังจากการบูชาจบลง คนทั้งบ้านก็จะแบ่งกันกิน เนื่องจากขนมไหว้พระจันทร์เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความกลมเกลียว สะท้อนให้เห็นความหวังอันงดงามของผู้คนที่มีต่อชีวิตในอนาคตของพวกตน ดังนั้นบางที่ก็จะเรียก ขนมไหว้พระจันทร์ว่า "ขนมแห่งความกลมเกลียว"
