ลิลิตพระลอ
posted on 03 Jan 2007 18:52 by cutieparade
ลิลิตพระลอ เป็นวรรณคดีที่ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสร ให้เป็นยอดแห่ง ลิลิต เมื่อ พ.ศ. 2459 แต่งขึ้นอย่างประณีต งดงาม มีความไพเราะของถ้อยคำ และเต็มไปด้วยสุนทรียศาสตร์ พรรณนาเรื่องด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ใช้กวีโวหารอย่างยอดเยี่ยม ในการบรรยายเนื้อเรื่อง ที่มีฉากอย่างมากมาย หลากหลายอารมณ์ โดยมีแก่นเรื่องแบบรักโศก หรือโศกนาฏกรรม และแฝงแง่คิดถึงสัจธรรมของชีวิต ลิลิตพระลอยังเคยถูกวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนจากนักวรรณคดีบางกลุ่ม เนื่องจากเชื่อว่าเป็นวรรณกรรมที่มอมเมาทางโลกีย์
ตำนาน
เรื่องพระลอ เป็นนิทานทางอาณาเขตลานนา(คือภาคพายัพ) นักปราชญ์แต่งเป็นกลอนลิลิตในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ราวระหว่าง พ.ศ. ๑๙๙๑ - ๒๐๗๖ ก่อนรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเจ้า เพราะหนังสือจินดามณีที่พระโหราธิบดีแต่งในรัชกาลนั้น ได้คัดเอาโคลงลิลิตพระลอในบทที่ ๓๐ไปใช้เป็นแบบโคลง ๔ สุภาพ ซึ่งตำราโคลงชั้นหลัง ๆได้อ้างโคลงบทนี้เป็นเยี่ยงอย่างตามกันมาจนถึงตำราฉันทลักษณ์สยามไวยากรณ์
ส่วนผู้แต่งจะเป็นใคร? ในโคลงบทที่ ๔ แสดงว่าผู้อื่นแต่งถวายพระเจ้าแผ่นดิน มิใช่พระเจ้าแผ่นดินทรงแต่งเอง ในโคลงสุดท้ายบทที่ ๖๖๐ แสดงว่าพระราชบุตรทรงแต่ง และในบทที่ ๖๕๙ ว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงแต่ง (แต่โคลงทั้งสองบทนี้เรียงไขว้ลำดับกันอยู่) รวมทั้ง ๓ แห่งมีเค้าว่า พระยุพราชได้แต่งถวายพระชนกนาถแล้วภายหลังเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ใดองค์หนึ่ง จะเป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ (สมเด็จพระอินทราชาที่ ๒) หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ หรือสมเด็จพระบรมราชามหาพุทธางกูรก็ได้ เพราะหนังสือบทกลอนที่แต่งครั้งกรุงศรีอยุธยา (ว่าตามตัวอย่างที่ยังมีอยุ่)นับแต่รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมา ชอบแต่งลิลิตกันเป็นพื้น มีลิลิตโองการแช่งน้ำพิพัฒสัตยา ลิลิตเรื่องยวนพ่ายและลิลิตเรื่องพระลอนี้สำนวนทันเวลากัน ทั้งไม่สู้ถือว่าคณะหรือเอกโทเป็นสำคัญเท่ากับคำ
ความนี้กล่าวตามที่ท่านนำทางให้ในบันทึกสมาคมวรรณคดี ฉบับที่ ๕ ซึ่งเป็นแต่ทำความสันนิษฐานไว้พลาง ยังมิได้ลงมติเด็ดขาดประการไร

ผู้แต่งและปีที่แต่ง
ทั้งเรื่องผู้แต่งและปีที่แต่ง ไม่ปรากฏหลักการหรือข้อความระบุที่ชัดเจน แต่อาจอาศัยเนื้อเรื่องที่ระบุถึงสงครามระหว่างไทยและเชียงใหม่มาเป็นจุดอ้างอิง ซึ่งเดิมนั้นเชื่อว่าน่าจะแต่งขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2231)แต่ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน และเป็นที่ถกเถียงกันมาจวบจนปัจจุบัน นักจารณ์วรรณคดีส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า ลิลิตพระลอแต่งขึ้นในสมัยอยุธยาแน่ แต่ยังมีบางท่านเสนอเวลาที่ใหม่กว่านั้น ว่าน่าจะแต่งขึ้นในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ยังมีผู้คล้อยตามไม่มากนัก
นักวรรณคดีมักจะยกโคลงท้ายบทมาเป็นหลักฐานพิจารณาสมัยที่แต่ง ดังนี้
| 659.จบเสร็จมหาราชเจ้า | นิพนธ์ |
| ยอยศพระลอคน | หนึ่งแท้ |
| พี่เลี้ยงอาจเอาตน | ตายก่อน พระนา |
| ในโลกนี้สุดแล้ | เลิศล้ำคุงสวรรค์ฯ |
| 660.จบเสร็จเยาวราชเจ้า | บรรจง |
| กลอนกล่าวพระลอยง | ยิ่งผู้ |
| ใครฟังย่อมใหลหลง | ฤๅอิ่ม ฟังนา |
| ดิเรกแรกรักชู้ | เหิ่มแท้รักจริงฯ |
จากโคลงข้างบน มีผู้เสนอว่า "มหาราช" คือกษัตริย์ เป็นผู้แต่ง และ "เยาวราช"เป็นผู้เขียน (บันทึก) และสันนิษฐานว่า ผู้แต่งน่าจะเป็น สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 และผู้เขียน คือ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 และคาดว่าน่าจะแต่งเมื่อ พ.ศ. 2034-2072
อย่างไรก็ตาม นักวรรณคดีบางท่าน เสนอว่า น่าจะอยู่ในสมัยพระชัยราชาธิราช (พ.ศ. 2077-2089)เนื่องจากเป็นสมัยที่มีสงครามระหว่างไทยกับเชียงใหม่ และเป็นสมัยแรกที่มีการใช้ปืน (ปืนไฟ) ในการรบ
ภาษาสำนวนในลิลิตพระลอ อ่านเข้าใจได้ง่ายกว่าวรรณกรรมเรื่องอื่นๆ ในสมัยอยุธยา แต่ก็ยังมีศัพท์ยาก และศัพท์โบราณอยู่บ้าง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุให้นักวิจารณ์บางท่านเสนอว่า ลิลิตพระลอแต่งในสมัยรัตนโกสินทร์
คำประพันธ์
คำประพันธ์ในเรื่องลิลิตพระลอ เป็นลิลิตสุภาพ ประกอบด้วย ร่ายสุภาพ, ร่ายสอดสร้อย, โคลงสองสุภาพ, โคลงสามสุภาพ และ โคลงสี่สุภาพ สลับกันตามจังหวะ ลีลา และเนื้อหาของเรื่อง

พระลอตามไก่ฟ้าของปู่เจ้าสมิงพราย
เนื้อหา
ลิลิตพระลอเป็นเรื่องรักโศก บรรยายถึงความรักระหว่างพระเอก คือ พระลอ และนางเอกสองคน คือ พระเพื่อน และพระแพง นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความรักของหญิงชายอีกสองคู่ คือ นางรื่น นางโรย และนายแก้ว นายขวัญ พี่เลี้ยงของพระเพื่อนพระแพง และพระลอ ตามลำดับ
ผู้แต่งได้ผูกเรื่องไว้อย่างน่าติดตาม โดยมีบทพรรณนาที่งดงาม มีความหลากหลาย โดยตลอด แม้จะนับเป็นนิยายเรื่องยาว (ความยาวถึง 660 บท) แต่ก็ไม่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกเบื่อ
บางตอนจากลิลิตพระลอ
| 30.เสียงลือเสียงเล่าอ้าง | อันใด พี่เอย | |
| เสียงย่อมยอยศใคร | ทั่วหล้า | |
| สองเขือพี่หลับใหล | ลืมตื่น ฤๅพี่ | |
| สองพี่คิดเองอ้า | อย่าได้ถามเผือฯ | |
| .................. | .................. | |
| 215.สิ่งใดในโลกล้วน | อนิจจัง | |
| คงแต่บาปบุญยัง | เที่ยงแท้ | |
| คือเงาติดตัวตรัง | ตรึงแน่น อยู่นา | |
| ตามแต่บุญบาปแล้ | ก่อเกื้อรักษาฯ | |
| .................. | .................. | |
| 261.ลางลิงลิงลอดไม้ | ลางลิง | |
| แลลูกลิงลงชิง | ลูกไม้ | |
| ลิงลมไล่ลมติง | ลิงโลด หนีนา | |
| แลลูกลิงลางไหล้ | ลอดเลี้ยวลางลิง ฯ | |
| .................. | .................. | |
| 290.ร้อยชู้ฤาเท่าเนื้อ | เมียตน | |
| เมียแล่พันฤาดล | แม่ได้ | |
| ทรงครรภ์คลอดเปนคน | ฤาง่าย เลยนา | |
| เลี้ยงยากนักท้าวไท้ | ธิราชผู้มีคุณ ฯ | |
| .................. | .................. | |
| 625.เสียงไห้ทุกราษฎร์ไห้ | ทุกเรือน | |
| อกแผ่นดินดูเหมือน | จักขว้ำ | |
| บเห็นตะวันเดือน | ดาวมืด มัวนา | |
| แลแห่งใดเห็นน้ำ | ย่อมน้ำตาคน ฯ | |
| .................. | .................. |


ขอบคุณน
#1 By *--~Aon Ang Na~--* on 2007-01-03 19:02