นอสตราดามุส

posted on 03 Jan 2007 02:24 by cutieparade

นอสตราดามุส หรือ มิเชล เดอ นอสตราดาม (Michel De Nostradame) เป็นแพทย์ และนักพยากรณ์ชื่อดังชาวฝรั่งเศส เชื้อสายยิว เกิดวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1503 ที่เมืองแซงต์ เรมี ในครอบครัวนายทะเบียนผู้รุ่งเรืองของเมือง นอสตราดามุสจบการศึกษาด้านการแพทย์ จากมหาวิทยาลัยมองต์เปลลีเยต์ ปี 1525 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 1566 ด้วยโรคเกาต์

คำพยากรณ์เด่นๆ
- การสวรรคตของพระเจ้าอังรีที่ 2 ที่ 3 และ ที่ 4 และ การสิ้นสุดของราชวงศ์วาลัวซ์ แห่งฝรั่งเศส
- พยากรณ์ว่าบาทหลวงฟรานซิสที่พบโดยบังเอิญจะเป็นองค์สันตปาปาในอนาคต

**เนื่องจากเรื่องของนอสตราดามุสในวิกิพีเดียน้อยมาก
ดิฉันจึงได้หาข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเตอเน็ตค่ะ

1. ชาติกำเนิด

มิเชล เดอ นอสเตรอดัม (Michel de Nostredame) ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามจากชาวโลกว่าเป็น "ราชาโหรโลก" นี้โดยทั่วไปผู้คนรู้จักเขาในชื่อที่เป็นภาษาละตินว่า "นอสตราดามุส" (NOSTRADAMUS) เขาเกิดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1503 ตามแบบปฏิทินจูเลียนโบราณ ซึ่งตรงกับวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 1503 ตามแบบปฏิทินเกรกอเรียน บ้านเกิดอยู่ที่ แซงต์ เรมี เดอ โปรวองซ์ ประเทศฝรั่งเศส

แต่เดิมมีผู้เข้าใจว่าตระกูลของนอสตราดามุสสืบเชื้อสายมาจากขุนนางแพทย์ชาวอิตาเลียนเชื้อสายยิว ซึ่งเป็นแพทย์หลวงประจำราชสำนักของ พระเจ้าเรอเนแห่งอังจู แต่ความจริงแล้ว ตระกูลของนอสตราดามุสไม่ได้สืบเชื้อสายมาจากขุนนางแพทย์อย่างที่เคยกล่าวอ้างนั้นแต่อย่างใด ทว่าสืบทอดเชื้อสายมาจากตระกูลสามัญชนชาวเมืองอาวิยอง

จากหลักฐานที่ได้จากการค้นคว้าและวิจัยพบว่า ปู่ของนอสตราดามุส มีชื่อว่า ปีโรต์หรือปีแอร์ เดอ นอสเตรอดัม ซึ่งประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าขายข้าวผู้มีฐานะมั่งคั่ง และได้แต่งงานกับหญิงสาวนอกศาสนายิวคนหนึ่งชื่อบลังช์ ต่อมานายปีแอร์ เดอ นอสเตรอดัมผู้นี้มีบุตรกับนางบลังช์คนหนึ่งชื่อ จูมหรือจาคส์ ซึ่งก็คือบิดาของนอสตราดามุสนี่เอง นายจาคส์ได้ย้ายที่อยู่จากเมืองอาวิยองไปอยู่ที่เมือง แซงต์ เรมี เดอ โปรวองซ์ ในปี ค.ศ. 1495 หลังจากย้ายมาอยู่ในที่แห่งใหม่นี้แล้ว นายจ๊าคศ์ได้เลิกประกอบกิจการค้าข้าว โดยเด็ดขาด และได้แต่งงานอยู่กินกับ นางเรนีร์ เดอ แซงต์ เรมี หลานสาว ของนายแพทย์ผู้หนึ่งซึ่งเปลี่ยนอาชีพจากแพทย์มาเป็นนายอากร

เมื่อวันที่ 26 กันยายน ค.ศ. 1501 พระเจ้าหลุยส์ที่ 12 แห่งฝรั่งเศส ทรงมีพระบรมราชโองการป่าวประกาศ บังคับชาวยิวทุกคนให้เปลี่ยนศาสนาเดิมมานับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ซึ่งถ้าหากชาวยิวผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม พระบรมราชโองการนี้ ก็จะต้องอพยพโยกย้ายออกจากมณฑลโปรวองซ์ภายในสามเดือน ก่อนหน้านี้ คือในปี ค.ศ. 1458 หลังจากพระเจ้าหลุยส์แห่งอารากองสิ้นพระชนม์ ทั้งมณฑลโปรวองซ์และมณฑลแม็ง ได้ตกอยู่ในอำนาจ การปกครองของกษัตริย์ฝรั่งเศส

เมื่อพระเจ้าหลุยส์แห่งฝรั่งเศสทรงมีพระบรมราชโองการประกาศออกมาเช่นนี้ ครอบครัวของนอสตราดามุสจึงจำใจต้องเปลี่ยนศาสนาจากยูดายเป็นคาทอลิกอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงใด ๆ ได้ มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดว่า เมื่อปี ค.ศ. 1512 ซึ่งเป็นตอนที่นอสตราดามุสยังอยู่ในเยาว์วัย มีอายุเพียง 9 ขวบ บิดามารดาของเขามีชื่ออยู่ในบัญชีของผู้เปลี่ยนศาสนาอื่นมานับถือคริสต์นิกายคาทอลิก

ผู้ที่ต้องการจะถอดข้อความในคำทำนายของนอสตราดามุสอย่างน้อยจะต้องตระหนักในข้อเท็จจริงที่ว่า นอสตราดามุสมีพื้นเพสืบเชื้อสายมาจากยิว เพราะเป็นที่แน่นอนว่าเขาได้รับอิทธิพลจากการที่ได้เคยอ่านตำรับตำราไสยศาสตร์ของพวกยิว

ยิ่งไปกว่านั้น นักเขียนชีวประวัติหลายต่อหลายคนยังอ้างด้วยว่าตระกูลของนอสตราดามุสสืบเชื้อสายมาจากยิวโบราณเผ่าอิสซาการ์ ซึ่งเป็นพวกที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านดาราศาสตร์มาก สามารถตีความปรากฏการณ์ ธรรมชาติต่าง ๆ ที่ปรากฏบนท้องฟ้าได้ โจเซฟุสนักประวัติศาสตร์ชาวยิวเคยกล่าวถึงยิวเผ่าอิสซาการ์นี้ว่า เป็นพวก ที่สามารถหยั่งรู้สิ่งทั้งหลายซึ่งจะอุบัติขึ้นในอนาคตได้

นอสตราดามุสเป็นบุตรคนโตของครอบครัว มีน้องเกิดร่วมท้องอีก 4 คน คือ เบอร์ทรันต์, เฮ็กโตร์, อังตวง และ ฌอง เราไม่สามารถค้นหาประวัติละเอียดของ เบอร์ทรันต์,เฮ็กโตร์ และอังตวงได้ แต่สำหรับคนที่ชื่อ ฌอง พอค้นหาประวัติได้ว่าเป็นนักประพันธ์และนักวิจารณ์เพลงพื้นเมืองของมณฑลโปรวองซ์ ต่อมาได้เล่นการเมืองและได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรของมณฑลโปรวองซ์

2. การศึกษาในปฐมวัย

แววอัจฉริยะของนอสตราดามุส ได้ฉายออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดตั้งแต่เยาว์วัยเลยทีเดียว การศึกษาในปฐมวัยของเขาเริ่มต้นที่บ้านก่อน โดยมีปู่เป็นผู้สอนความรู้เบื้องต้นของวิชาภาษาละติน ภาษากรีก ภาษาฮิบรู คณิตศาสตร์และโหราศาสตร์ให้ ในสมัยนั้น นอสตราดามุสเรียกวิชาโหราศาสตร์ นี้ว่า "นภศาสตร์" (Celestial Science)

เมื่อปู่ถึงแก่กรรมแล้ว นอสตราดามุสได้ย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านกับบิดา มารดา แต่การศึกษาก็ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป โดยคราวนี้มีตาเป็นผู้สอนให้ ต่อมาถูกส่งให้ไปเรียนต่อที่เมืองอาวิยอง โดยได้ไปพักอยู่กับญาติ ๆ ซึ่งยังมีอยู่ในเมืองนั้น

นอสตราดามุสให้ความสนใจในวิชาโหราศาสตร์มากเป็นพิเศษ จนเป็นที่กล่าวขวัญในหมู่เพื่อนฝูงที่เรียนอยู่ด้วยกัน พวกเพื่อน ๆ ถึงกับขนานนามให้เขากว่า "โหรน้อย" นอกจากนั้นนอสตราดามุส ยังสนับสนุนทฤษฎีของ โคเปอร์นิคัส ที่กล่าวว่าโลกกลม และหมุนรอบดวงอาทิตย์อีกด้วย ซึ่งความเชื่อนี้ยังผลให้กาลิเลโอถูกฝ่ายศาสนจักรคาทอลิกนำตัวไปประหารชีวิต ในอีกร้อยปีต่อมา

3. ศึกษาแพทยศาสตร์

ที่มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย

การเป็น "โหรน้อย" ของนอสตราดามุส ได้สร้างความวิตกกังวลอย่างใหญ่หลวงให้แก่บิดามารดาของเขา ด้วยว่าในยุคนั้นฝ่ายศาสนจักรคาทอลิก ได้ทำการปราบปรามผู้ที่ประพฤตินอกรีตนอกรอยคำสั่งสอนของศาสนาคริสต์ โดยได้จัดตั้งคณะกรรมการฝ่ายศาสนจักรเพื่อทำหน้าที่สอบสวน และทำการลงโทษผู้กระทำความผิดในเรื่องนี้ขึ้น

ด้วยเหตุที่ครอบครัวของนอสตราดามุสมีภูมิหลังเป็นยิว คณะกรรมการฝ่ายศาสนจักรจึงน่าที่จะจับตามอง เพื่อจับผิดมากเป็นพิเศษกว่าคนเผ่าอื่น ดังนั้น เพื่อป้องกันอันตรายให้แก่บุตร ซึ่งอาจถูกกล่าวหาจากฝ่ายศาสนจักรได้ บิดามารดาจึงตัดสินใจส่งนอสตราดามุสไปศึกษาวิชาการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย เมื่อ ค.ศ. 1522 มหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีชื่อเสียงโด่งดังทางด้านวิชาการแพทย์รองลงมาจากมหาวิทยาลัยปารีส ซึ่งนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1376 เป็นต้นมา มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยแห่งนี้ได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 1 แห่งอังจู ให้นำศพนักโทษประหารมาชำแหละเพื่อวิจัยทางการแพทย์ได้เป็นกรณีพิเศษ

ขณะเริ่มเข้ามาศึกษาวิชาการแพทย์นี้ นอสตราดามุสมีอายุ 19 ปี เขาใช้เวลาศึกษาอยู่เพียง 3 ปี ก็สามารถสำเร็จปริญญาตรีทางด้านการแพทย์อย่างง่ายดายเป็นประวัติการณ์ ซึ่งแสดงว่าเขาเป็นอัจฉริยะมีความเฉลียวฉลาดมากเป็นพิเศษกว่าบุคคลอื่น

จากบันทึกต่าง ๆ ที่รวบรวมมาได้จากหลาย ๆ แหล่ง มีรายละเอียดเกี่ยวกับระบบการสอบไล่ปีสุดท้ายในระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย ซึ่งสำแดงว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีระบบการสอบที่ยากมาก โดยเริ่มสอบกันตั้งแต่แปดโมงเช้าเรื่อยไปจนถึงเที่ยงวัน

นักศึกษาผู้เข้าสอบจะถูกบรรดาศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยซักไซ้ไล่เลียงเพื่อตะล่อมให้จนมุม ซึ่งนักศึกษาจะต้องตอบข้อซักถามนั้น ๆ ตามหลักวิชาการที่ตนได้ร่ำเรียนมา จนเป็นที่พอใจของบรรดาศาสตราจารย์ที่เป็นกรรมการสอบ และจะต้องสามารถพิสูจน์ให้กรรมการเห็นว่า ความรู้ที่ตนร่ำเรียนมานั้นแข็งแกร่งพอ ๆ กับความรู้ของกรรมการสอบเลยทีเดียว นักศึกษาที่สามารถผ่านการสอบปากเปล่านี้ได้ ทางมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย จะจัดพิธีมอบครุยปริญญาสีแดงให้ใช้สวมใส่แทนครุยนักศึกษาซึ่งเป็นสีดำ

ที่มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยในสมัยนั้น เพียงแต่ได้ปริญญาตรีทางการแพทย์ไม่ได้มีผลให้นักศึกษาได้ใบประกอบโรคศิลป์โดยอัตโนมัติเหมือนอย่างสมัยนี้ นักศึกษาแพทย์จะต้องผ่านการทดสอบความสามารถในด้านการบรรยายทางวิชาการในหัวข้อต่าง ๆ ถึง 5 หัวข้อ โดยกำหนดเวลาไว้ 3 เดือน ซึ่งแต่ละหัวข้อที่นักศึกษาจะนำมาบรรยายให้กรรมการสอบฟังนั้น ทางคณบดีคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยเป็นผู้ทำการคัดเลือกให้ด้วยตนเอง

หลังจากสอบผ่านในขั้นตอนการบรรยายได้แล้ว ก็จะเป็นการสอบที่เรียกกันในภาษาฝรั่งเศสสมัยนั้นว่า "แปร์ แอ็งตังซิออแน็ม" (Per intentionem)ซึ่งนักศึกษาแพทย์จะถูกกรรมการสอบตั้งปัญหาถามจำนวน 4 ข้อด้วยกัน แต่ละหัวข้อทางกรรมการจะบอกนักศึกษาไปเตรียมค้นคว้าหาคำตอบไว้ก่อนวันสอบหนึ่งวัน

นักศึกษาจะถูกบรรดาศาสตราจารย์ที่เป็นกรรมการ สอบซักไซ้ปัญหาแต่ละข้อ เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง และภาษาที่ใช้ในการสอบขั้นนี้คือภาษาละติน การสอบขั้นแปร์ แอ็งตังซิออแน็มนี้กว่าจะครบทุกขั้นตอนใช้เวลา 1-2 วัน

อีก 8 วันต่อมาหลังจากสอบผ่านขั้นแปร์แอ็งตังซิออแน็มนี้ได้นักศึกษาแพทย์จะต้องเข้าสอบเพื่อตอบปัญหาข้อที่ 5 ซึ่งเป็นปัญหาที่คณะกรรมการสอบไม่ได้บอกให้นักศึกษาไปเตรียมค้นคว้าหาคำตอบเป็นการล่วงหน้า ผู้ที่ทำหน้าที่คัดเลือกปัญหาข้อนี้มาถามนักศึกษาแพทย์ ได้แก่ตัวอธิการบดีมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย

หากสอบผ่านขั้นนี้ไปด้วยดี ขั้นต่อไปนักศึกษาแพทย์จะต้องเขียนวิทยานิพนธ์อธิบายวาทะของท่าน ฮิปโปเครติส (Hippocrates) นักปรัชญากรีก ซึ่งถือกันว่าเป็นบิดาแห่งวิชาการแพทย์ของโลก กับจะต้องเขียนวิทยานิพนธ์นี้ให้แล้วเสร็จ เพื่อส่งให้กรรมการสอบทำการตรวจในวันรุ่งขึ้น

การสอบในขั้นตอบปัญหาข้อที่ 5 และการเขียนวิทยานิพนธ์ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งคืนนี้ ถือว่าเป็นการสอบที่ยากเย็นเข็ญใจที่สุด ทั้งยังสร้างความเครียดและความกระวนกระวายใจให้นักศึกษาแพทย์มากที่สุดอีกด้วย ในสมัยนั้นจึงเรียกการสอบทั้งสองแบบนี้ว่า "การสอบขั้นกระดูกขัดมัน"

หากเราลองเปรียบเทียบการสอบปีสุดท้ายของนักศึกษาแพทย์ของ มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยแห่งนี้ กับการสอบปีสุดท้ายของนักศึกษาแพทย์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในสมัยปัจจุบัน ก็พอจะเห็นความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือ กว่าที่จะมีคุณสมบัติครบถ้วนเป็นบัณฑิตแพทย์ของมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยได้นั้นนักศึกษาจะต้องผ่านการทดสอบหลายขั้นตอนและใช้เวลายาวนานมาก ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้มาตรฐานตามที่มหาวิทยาลัยได้ตั้งเอาไว้

อย่างไรก็ตาม นอสตราดามุสสามารถสอบได้ปริญญาตรีทางการแพทย์ ที่ใครต่อใครในสมัยนั้นเห็นว่าแสนยากนี้อย่างง่ายดาย และในที่สุดเขาก็ได้เข้าพิธีรับใบประกอบโรคศิลป์จากมือของบิช็อบแห่งเมืองมองต์เปลิเย เมื่อ ค.ศ. 1525

4. เป็นแพทย์ผู้ชำนาญในการรักษากาฬโรค

ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16 ได้เกิดกาฬโรคระบาดขึ้นทางภาคใต้ของฝรั่งเศส ในสมัยนั้นคนฝรั่งเศสเรียกโรคนี้ว่า "โรคถ่าน" ทั้งนี้เพราะเหตุที่ว่าใครเป็นโรคนี้ จะเกิดจุดดำใต้หนังกำพร้าทั่วร่างกาย ตลอดชีวิตของนอสตราดามุส เขาจะถูกใครต่อใครให้ร้ายป้ายสีอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ความจริงเขาเป็นคนดีคนหนึ่งที่สมควรได้รับการยกย่องเทิดทูน เป็นแพทย์ที่กล้าหาญ ไม่หวาดหวั่นต่ออันตรายจากการติดเชื้อกาฬโรคจากผู้ป่วย เป็นผู้มีมนุษยธรรม และเมตตาธรรมต่อคนไข้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย และเป็นผู้มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เห็นอกเห็นใจคนยากจนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ทั้งนี้ดังจะเห็นได้ว่า หลังจากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยแล้ว นอสตราดามุสมีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับการยกย่องทั่วฝรั่งเศสในฐานะที่เป็นแพทย์ผู้อุทิศตนเพื่อคนไข้อย่างแท้จริง เขาชอบสงเค